แชร์

“ศุภจี” เร่งเปิดตลาดข้าวไทยสู่ติมอร์ฯ! เดินหน้า MOU ค้าข้าว ยังไม่เปิดเผยยอดสั่งซื้อ

อัพเดทล่าสุด: 10 ต.ค. 2026
22 ผู้เข้าชม

ไทยและติมอร์-เลสเตเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงทางอาหาร โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าว พร้อมส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย เปิดโอกาสขยายตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ข่าวต้นทางยังไม่เปิดเผยรายละเอียดคำสั่งซื้อ ปริมาณข้าว ราคาซื้อขาย หรือกำหนดส่งมอบ จึงยังไม่สามารถประเมินผลต่อยอดส่งออกและราคาข้าวเปลือกไทยได้

ไทย–ติมอร์ฯ หารือขยายการค้าข้าวและสินค้าเกษตร

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ Kay Rala Xanana Gusmão นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 9–10 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล

การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี และเกิดขึ้นภายหลังติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2568

ทั้งสองฝ่ายใช้โอกาสดังกล่าวหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงทางอาหาร โดยมีสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ

เร่งสรุป MOU ค้าข้าว หวังเพิ่มโอกาสส่งออก

ผลการหารือระบุว่า ไทยและติมอร์-เลสเตเห็นพ้องที่จะเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ด้านการค้าข้าว เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้สินค้าเกษตรไทย

ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารของติมอร์-เลสเต พร้อมอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทย

ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ และสร้างโอกาสให้เกษตรกรกับผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข่าวต้นทางระบุเพียงว่าทั้งสองฝ่ายจะเร่งสรุป MOU โดยไม่ได้ยืนยันว่ามีการลงนามแล้วหรือไม่ และไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดคำสั่งซื้อข้าวที่เกี่ยวข้องกับการหารือครั้งนี้

จึงยังไม่สามารถนำการหารือดังกล่าวไปนับเป็นยอดขายหรือยอดส่งออกข้าวไทยที่เกิดขึ้นจริงได้

ข้าวไทยจะขายเพิ่มกี่ตัน ยังไม่มีรายละเอียดเปิดเผย

แม้การหารือจะมีทิศทางส่งเสริมการค้าข้าว แต่รายงานข่าวต้นทางยังไม่ได้ระบุรายละเอียดสำคัญ ได้แก่

- มีคำสั่งซื้อข้าวที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือนี้แล้วหรือไม่
- ปริมาณข้าวที่อาจมีการซื้อขาย
- ประเภทและคุณภาพข้าวที่ตลาดต้องการ
- ราคาซื้อขายและเงื่อนไขการส่งมอบ
- ระยะเวลาที่อาจเริ่มดำเนินการซื้อขาย

การไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ในรายงานข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคำสั่งซื้อเกิดขึ้น แต่หมายความว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับยืนยันสถานะและประเมินมูลค่าการซื้อขาย

ดังนั้น จึงยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างมูลค่าการส่งออกข้าวไทยเพิ่มเติมเท่าไร หรือจะส่งผลต่อราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้มากน้อยเพียงใด

วิเคราะห์: เปิดตลาดใหม่แล้ว ชาวนาได้ประโยชน์ทันทีหรือไม่?

การขยายตลาดส่งออกเป็นหนึ่งในช่องทางเพิ่มความต้องการข้าวไทย แต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

1. ต้องติดตามการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง

MOU เป็นกรอบความร่วมมือที่อาจนำไปสู่การซื้อขาย แต่การประเมินผลสำเร็จทางการค้าต้องอาศัยข้อมูลคำสั่งซื้อ การส่งมอบ หรือมูลค่าการส่งออกที่ตรวจสอบได้

2. ต้องรู้ว่าตลาดต้องการข้าวชนิดใด

ข้าวแต่ละประเภทมีตลาดและระดับราคาต่างกัน หากติมอร์-เลสเตต้องการข้าวบางชนิดเป็นพิเศษ ผลประโยชน์อาจเกิดกับกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่สามารถจัดหาข้าวตามเงื่อนไขได้

3. ราคาส่งออกไม่ใช่ราคาข้าวเปลือกหน้าไร่

แม้มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะยังมีปัจจัยด้านคุณภาพข้าว ต้นทุนแปรรูป ขนส่ง อุปทานภายในประเทศ และการแข่งขันในตลาดโลก

4. ขนาดตลาดและปริมาณซื้อขายเป็นเรื่องสำคัญ

หากมีการซื้อขายเพิ่มเติมเกิดขึ้นจริง ต้องพิจารณาว่าปริมาณมากพอจะส่งผลต่อภาพรวมตลาดข้าวไทยหรือไม่ ไม่ควรสรุปว่าการเปิดตลาดใหม่เพียงตลาดเดียวจะทำให้ราคาข้าวทั้งประเทศปรับตัวสูงขึ้น

สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปมีโอกาสขยายตลาดด้วย

นอกจากข้าวแล้ว การหารือยังครอบคลุมการอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทย

การเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเตอาจเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าสินค้าประเภทใดจะได้รับประโยชน์จริง และมีเงื่อนไขด้านมาตรฐานสินค้า การนำเข้า และต้นทุนการขนส่งอย่างไร

ข่าวต้นทางยังไม่ได้ระบุรายการสินค้าเป้าหมายหรือมูลค่าการส่งออกเพิ่มเติมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

สิ่งที่เกษตรกรไทยต้องจับตาต่อ

การหารือครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของข้าวไทย แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่

1. ไทยและติมอร์-เลสเตจะสรุป MOU ค้าข้าวเมื่อใด และมีความคืบหน้าเรื่องการลงนามอย่างไร
2. จะมีการเปิดเผยคำสั่งซื้อหรือข้อมูลการซื้อขายเพิ่มเติมหรือไม่
3. ข้าวประเภทใดมีโอกาสได้รับประโยชน์
4. ราคาส่งออกและเงื่อนไขการค้าจะเป็นอย่างไร
5. การส่งออกที่อาจเพิ่มขึ้นจะส่งผลถึงราคาข้าวเปลือกภายในประเทศหรือไม่

การเปิดตลาดใหม่เป็นโอกาสสำหรับข้าวไทย แต่สิ่งที่จะสะท้อนผลสำเร็จได้ชัดเจนกว่าการประกาศความร่วมมือ คือข้อมูลการซื้อขายที่ตรวจสอบได้ และผลประโยชน์ที่ส่งต่อถึงเกษตรกร

ข้อมูลประกอบการตรวจสอบชื่อและตำแหน่ง : เว็บไซต์รัฐบาลติมอร์-เลสเต (Government of Timor-Leste)

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้