น้ำท่วม 10 ไร่ ข้าวขายไม่ได้! ชาวนาอุทัยฯ ลุยน้ำ 60 ซม. เกี่ยวใส่กะละมัง หวังเก็บไว้ทำพันธุ์

อุทัยธานี – ชาวนาอำเภอทัพทันเผชิญน้ำท่วมแปลงข้าว 10 ไร่ ระดับน้ำสูงประมาณ 60 เซนติเมตร รถเกี่ยวไม่สามารถลงพื้นที่ได้ ต้องจ้างแรงงานใช้เคียวเกี่ยวข้าวด้วยมือ ก่อนนำรวงข้าวใส่กะละมังลอยน้ำ เจ้าของนาเผยผลผลิตเสียคุณภาพจนขายไม่ได้ ต้องพยายามเก็บข้าวที่เหลือไว้ใช้เป็นพันธุ์ปลูกฤดูกาลหน้า หลังเผชิญทั้งฝนทิ้งช่วงและน้ำท่วมซ้ำในฤดูเดียวกัน
น้ำท่วมสูง 60 เซนติเมตร รถเกี่ยวลงนาไม่ได้
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เดลินิวส์รายงานสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยหนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบคือ นายบุญทิ้ง เก่งเขตรกิจ ชาวนาหมู่ 4 บ้านหนองไผ่ล้อม ตำบลหนองยายดา
นายบุญทิ้งมีแปลงนาข้าวเนื้อที่ 10 ไร่ ซึ่งถูกน้ำท่วมขังสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ประกอบกับต้นข้าวล้มลงกับพื้นน้ำ ทำให้ไม่สามารถนำรถเกี่ยวข้าวเข้าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ
เนื่องจากแปลงนาอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และบริเวณโดยรอบมีน้ำท่วมขังเช่นกัน จึงไม่สามารถสูบน้ำออกจากแปลงได้
เกษตรกรรายนี้จึงตัดสินใจจ้างแรงงานเพื่อนบ้านลงไปเกี่ยวข้าวด้วยมือ โดยใช้เคียวตัดรวงข้าวทีละรวง แล้วนำใส่กะละมังและภาชนะพลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ก่อนขนย้ายขึ้นมาตากแดด
ข้าวจมน้ำจนเมล็ดดำและเริ่มงอก ขายสร้างรายได้ไม่ได้
นายบุญทิ้งเปิดเผยว่า ข้าวในแปลงได้รับผลกระทบจากการจมน้ำเป็นเวลานาน ทำให้เมล็ดบางส่วนเปลี่ยนเป็นสีดำและเริ่มงอก จนไม่สามารถนำผลผลิตไปขายสร้างรายได้ได้
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตได้จ่ายไปแล้ว ทั้งค่าไถเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าแรงงาน ส่งผลให้ต้องยอมรับภาวะขาดทุนจากการทำนารอบนี้
การเก็บเกี่ยวด้วยมือจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำหน่ายผลผลิตตามปกติ แต่เป็นความพยายามรักษาข้าวที่ยังพอเก็บเกี่ยวได้ไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูกาลถัดไป
เจอภัยซ้ำซ้อน จากฝนทิ้งช่วงสู่น้ำท่วม
ก่อนเกิดน้ำท่วม แปลงนาของนายบุญทิ้งเคยเผชิญฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก ส่งผลให้ต้นข้าวบางส่วนเหี่ยวเฉาและแห้งตาย
ต่อมาเมื่อมีฝนตก ต้นข้าวที่เหลือรอดเริ่มฟื้นตัวและเจริญเติบโตจนถึงระยะออกรวง แต่กลับต้องเผชิญน้ำท่วมขังในช่วงที่กำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงของการทำนาที่ต้องเผชิญทั้งการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมในรอบการผลิตเดียวกัน
วิเคราะห์: ข้าวเสียหาย ไม่ได้หมายถึงเสียเฉพาะผลผลิต
กรณีนี้สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรอย่างน้อย 3 ด้าน
1. รายได้จากผลผลิตหายไป
เมื่อข้าวมีคุณภาพลดลงจนไม่สามารถขายได้ตามปกติ เกษตรกรย่อมสูญเสียรายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการเก็บเกี่ยว
2. ต้นทุนการผลิตที่จ่ายไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้
ทั้งค่าเตรียมดิน เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนน้ำท่วม แม้ผลผลิตจะขายไม่ได้ เกษตรกรก็ยังต้องรับภาระต้นทุนเหล่านี้
3. การเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาผลผลิตอาจเพิ่มภาระค่าแรง
เมื่อรถเกี่ยวไม่สามารถทำงานได้ การจ้างแรงงานเกี่ยวด้วยมือเป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่เกษตรกรต้องพิจารณา แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะรักษาผลผลิตไว้ได้มากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ข่าวต้นทางยังไม่มีตัวเลขต้นทุนรวม มูลค่าความเสียหาย หรือปริมาณข้าวที่สามารถเก็บเกี่ยวได้จริง จึงยังไม่สามารถคำนวณยอดขาดทุนเป็นจำนวนเงินได้
ข้าวที่เก็บไว้ทำพันธุ์ ใช้ปลูกต่อได้จริงหรือไม่?
แม้นายบุญทิ้งตั้งใจนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ไปตากและเก็บไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป แต่ข้าวที่ผ่านการแช่น้ำ โดยเฉพาะเมล็ดที่เริ่มงอกหรือเปลี่ยนสี อาจมีปัญหาด้านคุณภาพและความงอก
การนำเมล็ดไปใช้เป็นพันธุ์ปลูกจึงควรผ่านการคัดแยกและตรวจสอบความงอกก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเพาะปลูกครั้งต่อไป
ทั้งนี้ ข่าวต้นทางยังไม่มีผลตรวจคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของแปลงดังกล่าว จึงยังสรุปไม่ได้ว่าข้าวที่เก็บไว้จะสามารถนำไปปลูกต่อได้มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ต้องติดตาม: เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร?
นอกจากปัญหาการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรติดตาม ได้แก่ การสำรวจความเสียหายทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอทัพทัน จำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกรณีของนายบุญทิ้ง ข่าวต้นทางยังไม่ได้ระบุว่ามีการรับรองความเสียหายทางการเกษตรหรือได้รับเงินช่วยเหลือแล้วหรือไม่
จึงไม่ควรนำพื้นที่นา 10 ไร่ในรายงานนี้ไปตีความเป็นยอดความเสียหายของทั้งอำเภอหรือจังหวัด
บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ เกษตรกรอาจสูญเสียทั้งรายได้และต้นทุนการผลิต แม้ยังพยายามเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เหลืออยู่ ขณะที่ความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงและน้ำท่วมซ้ำซ้อนกำลังเป็นโจทย์สำคัญของการวางแผนทำนา
ที่มา : เดลินิวส์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


