สมาคมชาวนาค้านแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช—จี้รัฐเปิดรายละเอียด “ชาวนาได้อะไร เสียอะไร”

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ในรูปแบบที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนต่อเกษตรกร โดยเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดรายละเอียดผลกระทบต่อการเก็บเมล็ดพันธุ์ การแลกเปลี่ยน การจำหน่าย สิทธิของชาวนา และการรักษาพันธุ์ข้าวดั้งเดิมให้ชัดก่อนเดินหน้าปรับกฎหมาย
สมาคมชาวนาออกจุดยืนคัดค้าน
วันที่ 19 กันยายน 2569 สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยเผยแพร่จุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หากยังไม่มีคำตอบชัดเจนต่อเกษตรกรว่า การแก้กฎหมายจะเปลี่ยนสิทธิและต้นทุนของชาวนาอย่างไร
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า การปรับปรุงกฎหมายต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชหรือเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า หลังแก้กฎหมายแล้ว เกษตรกรได้อะไร และเสียอะไร
ชาวนาอยากรู้สิทธิเมล็ดพันธุ์จะเปลี่ยนอย่างไร
นายปราโมทย์ระบุว่า สิ่งที่ชาวนาต้องการความชัดเจนคือ แนวทางใหม่จะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างไร และจะเพิ่มข้อจำกัดต่อวิถีการใช้เมล็ดพันธุ์หรือไม่
ประเด็นที่ต้องการคำตอบ ได้แก่
- การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง
- การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกร
- การจำหน่ายในกลุ่มเกษตรกร
- การเข้าถึงพันธุ์ดั้งเดิม
- ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ในอนาคต
เพราะทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตของชาวนาโดยตรง
ห่วงพันธุ์ข้าวดั้งเดิมค่อย ๆ หาย
นายปราโมทย์ยังชี้ว่า พันธุ์ข้าวดั้งเดิมถือเป็นทั้งต้นทุนของชาวนาและทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ
เมื่อมีการนำพันธุ์ไปพัฒนาต่อจนเกิดสิทธิในพันธุ์พืชหรือทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องพิจารณาให้ชัดว่า สิทธิเหล่านั้นจะสร้างข้อได้เปรียบหรือข้อจำกัดต่อเกษตรกรและประเทศอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง วิถีการใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเปลี่ยนไปจากอดีต
ชาวนาบางส่วนยังเก็บเมล็ดไว้ใช้เอง แต่บางส่วนซื้อ แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายกันในกลุ่มเกษตรกร
ขณะเดียวกัน เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพเปลี่ยนไปตามระยะเวลาและสภาพการปลูก หากเกิดพันธุ์ปนหรือคุณภาพลดลง เกษตรกรก็ต้องจัดหาเมล็ดพันธุ์ใหม่
คำถามของสมาคมจึงอยู่ที่ว่า จะมีระบบใดช่วยรักษาพันธุ์ดั้งเดิมไว้ และทำให้เกษตรกรยังสามารถเข้าถึงพันธุ์เหล่านั้นได้ต่อเนื่อง
กลัวกฎหมายสวยในหลักการ แต่ภาระตกที่ชาวนา
นายปราโมทย์ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหรือกฎหมายหลายเรื่องอาจดูดีในเชิงหลักการ แต่เมื่อนำไปใช้จริง ภาระและต้นทุนอาจตกอยู่กับเกษตรกร
ขณะที่ปัญหาพื้นฐานของชาวนา เช่น
- แหล่งน้ำ
- เมล็ดพันธุ์
- ปุ๋ย
- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- น้ำมัน
- และต้นทุนการผลิต
ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่
ดังนั้น การแก้กฎหมายรอบนี้จึงต้องมีคำตอบที่ชัดว่า ชาวนาได้อะไร เสียอะไร และมีหลักประกันอะไรบ้าง
คำว่า “ค้าน” ต้องอ่านให้ถูก
จุดยืนของสมาคมคือ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายในรูปแบบที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนต่อเกษตรกร
ไม่ได้หมายความว่า สมาคมปฏิเสธการปรับปรุงกฎหมายทุกกรณีโดยไม่มีเงื่อนไข
แก่นของข้อเรียกร้องคือ ต้องเปิดรายละเอียดให้เห็นก่อนว่า กฎหมายใหม่จะกระทบ
- สิทธิของเกษตรกร
- การใช้เมล็ดพันธุ์
- การรักษาพันธุ์ข้าวดั้งเดิม
- ต้นทุน
- และผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย
อย่างไรบ้าง
ยังไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่มีผลแล้ว
ตรงนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนอ่าน
ข่าวนี้เป็น จุดยืนของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยต่อแนวทางแก้กฎหมาย
ยังไม่ใช่ข่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่ผ่านรัฐสภาแล้ว หรือมีผลบังคับใช้แล้ว
ดังนั้น ยังไม่ควรสรุปว่า
- ชาวนาห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์แล้ว
- ชาวนาห้ามแลกเปลี่ยนพันธุ์แล้ว
- หรือเกษตรกรจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดู
จนกว่าจะเห็นข้อความในร่างกฎหมายจริงและสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน
เกี่ยวอะไรกับเกษตรกร
เรื่องนี้เกี่ยวโดยตรงกับต้นทุนและทางเลือกของเกษตรกร
หากกฎหมายในอนาคตเปลี่ยนเงื่อนไขเรื่อง
- การเก็บเมล็ดพันธุ์
- การขยายพันธุ์
- การแลกเปลี่ยน
- การขาย
- หรือสิทธิของเจ้าของพันธุ์
ก็อาจเปลี่ยนวิธีที่เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และบริหารต้นทุนในแต่ละฤดู
แต่ตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือ จับตาร่างจริง มากกว่าสรุปผลล่วงหน้า
สรุป
สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยมีจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หากยังไม่มีคำตอบชัดเจนต่อเกษตรกร
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ต้องการให้รัฐเปิดรายละเอียดว่า หลังแก้กฎหมายแล้ว
- ชาวนาได้อะไร
- เสียอะไร
- สิทธิเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนอย่างไร
- พันธุ์ข้าวดั้งเดิมจะได้รับการรักษาอย่างไร
- และต้นทุนจะเพิ่มหรือไม่
สำหรับเกษตรกร เรื่องที่ต้องติดตามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่า “แก้หรือไม่แก้”
แต่คือ ข้อความจริงในกฎหมายใหม่จะกำหนดสิทธิของชาวนาไว้อย่างไร
ที่มา : คำแถลงสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


