กล้วยไข่กำแพงเพชร จาก 1.5 เป็น 2.3 ตัน/ไร่! กลุ่มตั้งจุดรับซื้อสมาชิกขั้นต่ำ 16 บาท–อินทรีย์เจาะโรงแรม 90 บาท/กก.

โมเดลฟื้นกล้วยไข่กำแพงเพชรเน้นเพิ่มผลผลิตควบคู่สร้างตลาด ทีมวิจัยรายงานผลผลิตเพิ่มจาก 1.5 เป็น 2.3 ตัน/ไร่ เกษตรกร 20 รายตั้ง “ล้งตีนเต่า” เป็นจุดรวบรวม โดยมีเงื่อนไขรับซื้อสมาชิกขั้นต่ำ 16 บาท/กก. ขณะที่กล้วยไข่อินทรีย์ส่งเครือข่ายโรงแรม 9 แห่งในกรุงเทพฯ ที่ 90 บาท/กก. ส่วนเป้าสร้างรายได้มากกว่า 100 ล้านบาทยังเป็นการประเมินในอนาคต หากขยายพื้นที่และเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ตามเป้าหมาย
บ้านเมืองรายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ถึงความร่วมมือของนักวิจัย เกษตรกร และเครือข่ายในจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อฟื้นและยกระดับ “กล้วยไข่กำแพงเพชร” ซึ่งเคยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด
ต้นทางระบุว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน กำแพงเพชรเคยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่มากกว่า 40,000 ไร่
แต่ข้อมูลปี 2566 เหลือพื้นที่เพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 163 ราย และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI จำนวน 75 ราย
หนึ่งในปัญหาที่ต้นข่าวระบุคือ การไม่มีลานรับซื้อกลาง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
งานวิจัยดันผลผลิตจาก 1.5 เป็น 2.3 ตัน/ไร่
ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ หัวหน้าโครงการวิจัย เริ่มทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ 20 ราย ตั้งแต่ปี 2556
แนวทางครอบคลุมการจัดการแปลง การปรับปรุงดิน การให้น้ำ ปุ๋ย และธาตุอาหารตามช่วงอายุของต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุน
ผลที่รายงานคือ น้ำหนักกล้วยไข่เพิ่มจากเดิมประมาณ 4–5 กิโลกรัมต่อเครือ เป็น 7.5 กิโลกรัมต่อเครือ
ผลผลิตต่อพื้นที่เพิ่มจาก 1.5 ตัน/ไร่ เป็น 2.3 ตัน/ไร่
อาจารย์สุธิดา ทับทิมศรี หนึ่งในทีมวิจัย ยังรายงานผลจากการปรับระบบการผลิตและทำบัญชีว่า กำไรเพิ่มจากกว่า 2,000 บาท/ไร่ เป็น 17,500 บาท/ไร่
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากโครงการและกลุ่มที่รายงานในต้นข่าว ไม่ควรนำไปใช้เป็นผลผลิตหรือกำไรที่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ทุกคนจะทำได้โดยอัตโนมัติ
ตั้ง “ล้งตีนเต่า” รับซื้อสมาชิกขั้นต่ำ 16 บาท/กก.
เกษตรกร 20 รายรวมตัวจัดตั้ง “ล้งตีนเต่า” เพื่อเป็นจุดรวบรวมและรับซื้อผลผลิต
ต้นทางระบุว่า เมื่อปี 2568 มีการประกันราคารับซื้อให้ สมาชิกของกลุ่ม ขั้นต่ำ 16 บาท/กก. และบางช่วงอาจเพิ่มเป็น 25 บาท/กก.
สถานะของราคา 16 บาทจึงต้องระบุให้ชัดว่า เป็นเงื่อนไขรับซื้อสมาชิกของล้งตีนเต่า ไม่ใช่ราคาประกันจากรัฐบาล และไม่ใช่ราคากล้วยไข่ขั้นต่ำทั้งจังหวัดกำแพงเพชร
กลุ่มยังต่อยอดไปสู่การตั้งศูนย์รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต พร้อมยกระดับจากมาตรฐาน GI ไปสู่ GAP
กล้วยอินทรีย์ 90 บาท/กก. เป็นตลาดเฉพาะ
อีกช่องทางหนึ่งคือการผลิต กล้วยไข่อินทรีย์ส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่งในกรุงเทพฯ ในราคา 90 บาท/กก.
แต่ราคา 90 บาท/กก. ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นราคากล้วยไข่กำแพงเพชรทั่วไป
เพราะเป็นราคาของ สินค้าอินทรีย์ในตลาดเฉพาะที่มีเครือข่ายผู้ซื้อรองรับ
นี่เป็นตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่าด้วยมาตรฐานสินค้าและการจับคู่กับตลาดที่ยอมจ่ายในระดับสูงกว่าตลาดทั่วไป
เกรดรองไม่ทิ้ง นำไปแปรรูป
ผลผลิตเกรดรองได้รับการประสานจากพาณิชย์จังหวัด หอการค้า และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศสำหรับจำหน่ายต่างจังหวัด
กลุ่มยังพัฒนาการใช้ “กล้วยไข่หวีตีนเต่า” หรือหวีล่างสุดของเครือ ซึ่งผลมีขนาดไม่สม่ำเสมอและไม่นิยมนำไปขายสด มาพัฒนาเมนูและผลิตภัณฑ์แปรรูป
มีแนวคิดพัฒนา “กล้วยไข่ในน้ำเชื่อม” เพื่อยืดอายุสินค้า แต่ต้นทางระบุว่ายัง อยู่ระหว่างการพัฒนา จึงยังไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สำเร็จแล้ว
ต้นกล้วยเหลือทิ้งก็สร้างมูลค่า
ล้งตีนเต่ายังรับซื้อต้นกล้วยที่เหลือจากการผลิตในราคา 50 สตางค์/กก. เพื่อนำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์
ต้นข่าวรายงานว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของกลุ่มจากเดิมประมาณ 1 ล้านบาท/ปี เหลือ 200,000 บาท/ปี
ตัวเลขนี้เป็นผลที่รายงานสำหรับกลุ่มในโครงการ ไม่ใช่สูตรลดต้นทุนที่สามารถนำไปใช้กับสวนทุกแห่งแล้วจะได้ผลเท่ากัน
จากส่ง 30–40 ตัน เพิ่มเป็น 60–80 ตัน/ปี
นายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร และผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ระบุว่า การทำให้ระบบผลิตของสมาชิกมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ช่วยให้การทำตลาดง่ายขึ้น
กลุ่มสามารถจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง และเพิ่มปริมาณส่งผลผลิตจากเดิมประมาณ 30–40 ตัน เป็น 60–80 ตัน/ปี ภายใน 2 ปี
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการเพิ่มตลาดในโครงการเกิดขึ้นจริงบางส่วน แต่ยังไม่ใช่เป้าหมายรายได้ร้อยล้านตามพาดหัวต้นทาง
“ร้อยล้าน” ยังเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่รายได้ที่เกิดแล้ว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุประเมินว่า พื้นที่ปลูก 513 ไร่ในปี 2566 หากขายสดจะมีมูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท
หากยกระดับเป็น GAP ประเมินมูลค่าได้ประมาณ 18 ล้านบาท และหากเป็นเกษตรอินทรีย์ ประเมินไว้ประมาณ 53 ล้านบาท
หากสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ถึง 3,000 ไร่ตามเป้าหมายของจังหวัด มูลค่ารวมอาจเพิ่มเป็น 350–500 ล้านบาท/ปี
ส่วนเป้าหมายมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี เชื่อมโยงกับอีกสมมติฐาน คือ หากสามารถเจาะตลาดญี่ปุ่น ซึ่งต้นข่าวระบุว่ามีความต้องการกล้วยไข่ประมาณ 8,000 ตัน/ปี ได้สัดส่วน 20%
ดังนั้น 100 ล้านบาทเป็น การประเมินภายใต้เงื่อนไขในอนาคต ไม่ใช่รายได้ที่จังหวัดหรือเกษตรกรได้รับแล้ว
บทเรียนสำคัญ “หาตลาดก่อนปลูก”
นายธนวรรธน์ พัชรศักดิ์สกล ประธาน Smart Farmer กำแพงเพชร เครือข่าย Young Smart Farmer มองว่า กล้วยไข่เป็นสินค้าเกษตรที่มีอายุจำกัด การทำเกษตรยุคใหม่จึงต้องหาตลาดให้เจอก่อนลงมือปลูก
เมื่อรู้ว่าตลาดต้องการสินค้าเมื่อใดและคุณภาพแบบไหน เกษตรกรจึงสามารถย้อนกลับมาวางแผนวันปลูก วันเก็บเกี่ยว และมาตรฐานการผลิตให้ตรงกับผู้ซื้อได้
แนวคิดนี้มีความสำคัญต่อการขยายพื้นที่ในอนาคต เพราะการตั้งเป้าเพิ่มจาก 513 เป็น 3,000 ไร่จะมีความหมายต่อรายได้เกษตรกรก็ต่อเมื่อปริมาณผลผลิตใหม่มีตลาดรองรับจริง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
เรื่องแรกคือการขยายพื้นที่ปลูกว่าจะเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด โดยไม่สร้างผลผลิตเกินตลาด
เรื่องที่สองคือการขยายตลาดอินทรีย์และตลาดพรีเมียมจากเครือข่ายโรงแรมเดิมไปยังผู้ซื้อรายอื่น
เรื่องที่สามคือเป้าหมายตลาดญี่ปุ่น ซึ่งยังต้องติดตามว่ามีคำสั่งซื้อ มาตรฐานส่งออก และปริมาณการค้าจริงเกิดขึ้นหรือไม่
ดังนั้นจุดแข็งของโมเดลนี้ในวันนี้ยังไม่ใช่ตัวเลข “ร้อยล้าน” แต่คือการพยายามสร้างระบบตั้งแต่ พันธุ์แท้ → การผลิต → มาตรฐาน → คัดเกรด → ตลาดสด → แปรรูป → ใช้ของเหลือ ก่อนขยายพื้นที่ปลูก
ที่มา : บ้านเมือง
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


