ใบด่างมันสำปะหลังต้องสกัดที่ “ท่อนพันธุ์” กรมวิชาการเกษตรเดินหน้า กวก.19–21–23 นำร่อง 3 จังหวัด

กรมวิชาการเกษตรหารือแนวทางแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง วางแนวทางตั้งแต่งานวิจัย เฝ้าระวัง ควบคุมโรค และการขนย้ายท่อนพันธุ์ พร้อมเดินหน้าขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง กวก.19 กวก.21 และ กวก.23 และกำหนดพื้นที่นำร่อง Sandbox ในจังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเกษ และกาญจนบุรี
อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุดยังเป็นการหารือแนวทางและกำหนดพื้นที่นำร่อง ข่าวต้นทางยังไม่ได้ระบุว่าเกษตรกรสามารถขอรับท่อนพันธุ์ได้แล้ว
“ศศิญา” นำหารือแก้ปัญหาใบด่างมันสำปะหลัง
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานเปิดการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยมีที่ปรึกษากรมวิชาการเกษตร ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
การหารือครอบคลุมสถานการณ์ของโรค แนวทางป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการระบาด ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การเฝ้าระวัง และการถ่ายทอดองค์ความรู้
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการจัดการ “ท่อนพันธุ์” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงในการนำเชื้อจากแปลงหนึ่งหรือพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่
ดันพันธุ์ต้านทาน กวก.19–21–23
กรมวิชาการเกษตรระบุถึงการขยายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง 3 พันธุ์ ได้แก่
มันสำปะหลังพันธุ์ กวก.19
มันสำปะหลังพันธุ์ กวก.21
มันสำปะหลังพันธุ์ กวก.23
การเพิ่มปริมาณท่อนพันธุ์ต้านทานเป็นหนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาพิจารณาควบคู่กับการเฝ้าระวังและควบคุมการขนย้ายท่อนพันธุ์ เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค
แต่ต้องแยกสถานะให้ชัดว่า ข่าวครั้งนี้กล่าวถึง แนวทางการขยายท่อนพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่ามีท่อนพันธุ์เพียงพอสำหรับเกษตรกรทั่วประเทศแล้ว
เลือก 3 จังหวัดทำ Sandbox
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการกำหนดพื้นที่นำร่อง หรือ Sandbox ใน 3 จังหวัด ได้แก่
นครราชสีมา ศรีสะเกษ และกาญจนบุรี
พื้นที่นำร่องจะใช้สำหรับดำเนินแนวทางจัดการปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงมาตรการด้านการเฝ้าระวัง การควบคุมโรค การจัดการท่อนพันธุ์ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม คำว่า Sandbox ในข่าวนี้หมายถึง พื้นที่นำร่อง ไม่ควรตีความว่าเป็นมาตรการที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศแล้ว
ทำไม “ท่อนพันธุ์” จึงสำคัญกับชาวไร่
โรคใบด่างมันสำปะหลังสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อได้ ดังนั้น หากนำท่อนพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคหรือจากแหล่งที่มีปัญหาไปปลูกต่อ ก็มีความเสี่ยงนำโรคเข้าสู่แปลงใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การจัดหาท่อนพันธุ์สะอาด การขยายพันธุ์ต้านทาน และการควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา
สำหรับเกษตรกร เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนและผลผลิต เพราะหากเริ่มปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่มีปัญหา ความเสียหายอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มศักยภาพ
อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเปิดแจกท่อนพันธุ์แล้ว
จุดที่ต้องระวังในการอ่านข่าวนี้คือ กรมวิชาการเกษตรยังไม่ได้ระบุในข่าวดังกล่าวว่าเกษตรกรสามารถเดินทางไปรับท่อนพันธุ์ กวก.19 กวก.21 หรือ กวก.23 ได้ทันที
ข่าวต้นทางยังไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่อง
จำนวนท่อนพันธุ์ที่พร้อมกระจาย
จุดรับหรือแหล่งจำหน่าย
ราคา
จำนวนที่เกษตรกรแต่ละรายจะได้รับ
วันเริ่มกระจายพันธุ์
หรือเงื่อนไขการเข้าร่วมพื้นที่ Sandbox
ดังนั้น จึงยังไม่ควรประชาสัมพันธ์ในลักษณะว่า “เปิดแจกพันธุ์ต้านทานแล้ว”
สิ่งที่ชาวไร่มันต้องจับตาต่อ
ประเด็นสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยมีพันธุ์ต้านทานโรคแล้วหรือไม่ แต่คือ สามารถขยายท่อนพันธุ์ได้เร็วและมากพอหรือไม่ และจะส่งถึงมือเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงได้เมื่อไร
ต้องติดตามต่อว่าพื้นที่ Sandbox ทั้ง 3 จังหวัดจะใช้รูปแบบจัดการอย่างไร มีเกณฑ์คัดเลือกแปลงหรือเกษตรกรอย่างไร รวมถึงมาตรการควบคุมการขนย้ายท่อนพันธุ์จะดำเนินการในรูปแบบใด
เพราะสำหรับชาวไร่มันสำปะหลัง สิ่งที่จะชี้ผลสำเร็จไม่ใช่แค่การมีพันธุ์ต้านทานอยู่ในระบบวิจัย แต่คือ ท่อนพันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทานต้องมีจำนวนเพียงพอและเข้าถึงไร่จริง
ข้อมูลเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2569
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


