น้ำตาลอินเดียเดือด! โรงงานถูกตั้งคำถาม “ได้กำไรจากราคาแพง?” สมาคมโต้ ช่วงพีกขาย 7.22 แสนตัน—ไทยจับตานโยบายส่งออก

อุตสาหกรรมน้ำตาลอินเดียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำกำไรเกินควรจากราคาน้ำตาลที่ขึ้นสูงในเดือนสิงหาคม โดย ISMA เปิดข้อมูลว่าโรงงานขายน้ำตาล 7.22 LMT หรือประมาณ 722,000 ตัน ระหว่างวันที่ 17–31 สิงหาคม 2569 ที่ราคาเฉลี่ยหน้าโรงงาน 4,996.98 รูปี/ควินทัล และใช้สัดส่วนเมื่อเทียบกับการบริโภคทั้งปีเป็นส่วนหนึ่งของข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขสัดส่วนที่สมาคมกล่าวมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเมื่อคำนวณจากตัวเลขที่รายงาน จึงต้องรักษาสถานะว่าเป็นคำชี้แจงของ ISMA ไม่ใช่ข้อยุติของข้อถกเถียง
The Economic Times รายงานวันที่ 23 กันยายน 2569 ถึงข้อถกเถียงในอุตสาหกรรมน้ำตาลอินเดีย หลังโรงงานน้ำตาลถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำกำไรในช่วงที่ราคาน้ำตาลขายส่งอยู่ในระดับสูงในเดือนสิงหาคม
Deepak Ballani ผู้อำนวยการใหญ่ Indian Sugar and Bio-Energy Manufacturers Association (ISMA) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง profiteering หรือการทำกำไรเกินควร พร้อมเปิดข้อมูลปริมาณและราคาขายของโรงงานในช่วงที่ถูกจับตามอง
15 วัน ขายน้ำตาล 7.22 แสนตัน
ข้อมูลที่ ISMA เปิดเผยระบุว่า ระหว่างวันที่ 17–31 สิงหาคม 2569 โรงงานน้ำตาลขายน้ำตาลรวม 7.22 LMT
LMT ในบริบทสถิติของอินเดียหมายถึง lakh metric tonnes โดย 7.22 LMT คิดเป็นประมาณ 722,000 ตัน
ราคาเฉลี่ยหน้าโรงงาน หรือ ex-mill price ในช่วงดังกล่าวอยู่ที่ 4,996.98 รูปีต่อควินทัล
หนึ่งควินทัลเท่ากับ 100 กิโลกรัม ดังนั้นตัวเลขนี้เป็นราคาในระดับหน้าโรงงานตามหน่วยที่ตลาดอินเดียใช้ ไม่ใช่ราคาอ้อยที่เกษตรกรได้รับ
ISMA บอก “ต่ำกว่า 2.5%” แต่คำนวณตรง ๆ ได้ประมาณ 2.53%
อีกตัวเลขที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือสัดส่วนของน้ำตาลที่ขายในช่วงดังกล่าว
ISMA ระบุว่า อินเดียมีการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศทั้งปีประมาณ 285 LMT หรือ 28.5 ล้านตัน
สมาคมกล่าวว่า ปริมาณ 7.22 LMT ที่ขายระหว่างวันที่ 17–31 สิงหาคม คิดเป็น ต่ำกว่า 2.5% ของการบริโภคทั้งปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำตัวเลขที่รายงานมาคำนวณโดยตรง
7.22 ÷ 285 × 100 = ประมาณ 2.53%
จึงมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยระหว่างถ้อยคำ “ต่ำกว่า 2.5%” กับผลคำนวณจากตัวเลขที่บทความรายงาน
ดังนั้นนาดีดี.คอมจึงรักษาสถานะว่า “ISMA ระบุว่าต่ำกว่า 2.5%” โดยไม่ใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่คำนวณยืนยันตรงกัน
ทำไม ISMA ยกตัวเลขนี้ขึ้นมา?
แกนของข้อโต้แย้งจากสมาคมคือ โรงงานไม่ได้ขายน้ำตาลทั้งปีในช่วงที่ราคาขึ้นสูง
ISMA จึงเห็นว่าการใช้ราคาในช่วงเวลาสั้น ๆ มาประเมินว่าภาคโรงงานได้รับกำไรจำนวนมาก อาจไม่สะท้อนภาพการขายและต้นทุนตลอดทั้งปี
Deepak Ballani ยังชี้ถึงต้นทุนของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอ้อยที่โรงงานต้องจ่ายให้เกษตรกร และใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง profiteering
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็น คำชี้แจงของตัวแทนอุตสาหกรรมน้ำตาล
ไม่ได้เป็นผลการตรวจสอบบัญชีอิสระของโรงงานทุกแห่ง และยังไม่ใช่ข้อยุติว่าข้อกล่าวหาเรื่องการทำกำไรเกินควรเป็นจริงหรือไม่
เรื่องในอินเดียเกี่ยวอะไรกับอ้อยไทย?
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าโรงงานน้ำตาลอินเดียมีกำไรมากหรือน้อย แต่คือ อินเดียเป็นผู้เล่นขนาดใหญ่ในตลาดน้ำตาลโลก
เมื่อปริมาณน้ำตาลที่อินเดียส่งออกเปลี่ยน ตลาดโลกสามารถได้รับผลจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
ไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลจึงต้องติดตามการตัดสินใจด้านการค้าของอินเดีย โดยเฉพาะปริมาณน้ำตาลที่จะถูกนำออกสู่ตลาดโลก
ไทยเคยได้แรงซื้อเพิ่มเมื่ออินเดียจำกัดส่งออก
รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่นำมาใช้ประกอบข่าวนี้เป็นข้อมูล สถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยกับต่างประเทศ ปี 2566 ซึ่งมีคำนำลงวันที่เดือนพฤษภาคม 2567
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนบริบทในอดีตว่า เมื่ออินเดียมีมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำตาล คู่ค้าบางส่วนหันมามีความต้องการน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น
กรณีดังกล่าวช่วยอธิบายกลไกได้ว่า นโยบายส่งออกของอินเดียสามารถเปิดหรือปิดช่องว่างในตลาดโลกที่ไทยมีโอกาสเข้าไปแข่งขันได้
แต่ต้องแยกเวลาให้ชัด
ข้อมูลนั้นเป็นสถานการณ์ใน ปี 2566 ไม่ใช่ผลที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2569
ข่าวรอบนี้ยังไม่มีนโยบายส่งออกใหม่
ข่าวของ The Economic Times วันที่ 23 กันยายน 2569 เป็นเรื่อง ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับราคาน้ำตาลและผลกำไรของโรงงานภายในอินเดีย
ไม่ได้เป็นประกาศจากรัฐบาลอินเดียว่าเพิ่มหรือลดโควตาส่งออกน้ำตาล
และจากหลักฐานของข่าวนี้ ไม่ใช่ประกาศนโยบายเอทานอลฉบับใหม่
ดังนั้นยังไม่สามารถนำกรณีในอดีตที่ไทยได้แรงซื้อเพิ่มเมื่ออินเดียจำกัดส่งออก มาสรุปว่าเหตุการณ์เดียวกันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง
ชาวไร่อ้อยไทยต้องจับตาอะไร?
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ข้อถกเถียงภายในอินเดียจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือไม่
หากรัฐบาลอินเดียเปลี่ยนปริมาณน้ำตาลที่อนุญาตให้ออกสู่ตลาดโลก นั่นจึงจะเป็นข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงมากขึ้นกับอุปทานน้ำตาลโลก
สำหรับประเทศไทย ต้องติดตามต่อว่าการส่งออกของอินเดียจะเพิ่ม ลด หรือคงเดิม และตลาดโลกตอบสนองอย่างไร
ส่วนผลต่อราคาอ้อยไทยยังต้องผ่านกลไกตลาดและระบบอ้อยและน้ำตาลของไทยอีกหลายขั้น จึงไม่ควรสรุปจากข่าวนี้ว่าราคาอ้อยไทยจะขึ้นหรือลงทันที
สรุปสิ่งที่เกิดแล้ว กับสิ่งที่ยังต้องรอ
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ISMA ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง profiteering พร้อมเปิดข้อมูลว่าโรงงานขายน้ำตาล 7.22 LMT ระหว่าง 17–31 สิงหาคม ที่ราคาเฉลี่ยหน้าโรงงาน 4,996.98 รูปี/ควินทัล
สิ่งที่ยังไม่มีในข่าวนี้คือ ประกาศเปลี่ยนนโยบายส่งออกน้ำตาลของรัฐบาลอินเดีย
สำหรับไทยจึงควรใช้ข่าวนี้เป็นสัญญาณให้ติดตามตลาดน้ำตาลอินเดียต่อ มากกว่าจะตีความว่าเกิดผลต่อราคาน้ำตาลโลกหรือราคาอ้อยไทยแล้ว
เผยแพร่ : 23 กันยายน 2569
ที่มา : The Economic Times ข่าว23ก.ย.2569
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


