ผลผลิตเกษตรอย่าหยุดแค่ขายหน้าสวน! SME ไทยบุกฮ่องกง ปิดดีลทันที 101 ล้าน ลุ้นออเดอร์ต่ออีก 350 ล้าน

อีกหนึ่งตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยเกิดขึ้นหลังกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดผลโครงการ DFT+ ซึ่งพัฒนาผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวน 80 ราย ครอบคลุมกลุ่มอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค ก่อนเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับตลาดทั้งในและต่างประเทศ
โครงการดำเนินการระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม–26 สิงหาคม 2569 โดยกรมการค้าต่างประเทศร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่ทักษะการค้าระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายธุรกิจภายในประเทศ ไปจนถึงการนำสินค้าออกไปเจรจากับผู้ซื้อในต่างประเทศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนผู้เข้าอบรม คือผลที่เกิดขึ้นเมื่อสินค้าไทยได้ออกไปเจอกับตลาดจริง
ไปฮ่องกง จับคู่ธุรกิจ 120 คู่ ปิดการซื้อขายทันที 101 ล้านบาท
การเจรจาธุรกิจในพื้นที่จังหวัดสงขลาสร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 10 ล้านบาท
จากนั้นผู้ประกอบการส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมงาน HKTDC Hong Kong Food Expo Pro 2026 ที่ฮ่องกง และเกิดการจับคู่ธุรกิจรวม 120 คู่
ผลคือมีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นทันทีประมาณ 101 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าจะเกิดคำสั่งซื้อต่อเนื่องภายในระยะเวลา 1 ปีอีกไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท
เมื่อนำมารวมกันจึงเป็นโอกาสทางการค้าจากโครงการมากกว่า 461 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวต้องแยกให้ชัดว่า 461 ล้านบาทไม่ใช่ยอดขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว เนื่องจากประมาณ 350 ล้านบาทเป็นมูลค่าคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องภายใน 1 ปี
สิ่งที่เกษตรกรไทยน่าดู อาจไม่ใช่ตัวเลข 461 ล้านบาท
สำหรับภาคเกษตร สิ่งที่น่าสนใจจากโครงการนี้คือการมีผู้ประกอบการกลุ่มเกษตรแปรรูปร่วมอยู่ด้วย
เพราะปัญหาที่เกษตรกรไทยพบอยู่บ่อยครั้ง คือเมื่อผลผลิตออกพร้อมกันจำนวนมาก การแข่งขันกลับไปอยู่ที่ “ใครขายได้ราคาดีกว่า” ทั้งที่สินค้าเกษตรจำนวนหนึ่งยังสามารถเดินต่อไปในห่วงโซ่มูลค่าได้อีกหลายขั้น
ผลผลิตจากแปลงสามารถกลายเป็นวัตถุดิบ
วัตถุดิบสามารถนำไปแปรรูป
สินค้าแปรรูปสามารถสร้างแบรนด์
และเมื่อสินค้าได้มาตรฐานเพียงพอ ตลาดปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ
กรณีของผู้ประกอบการไทยที่สามารถเจรจาการค้ากับผู้ซื้อต่างประเทศ จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า การเพิ่มรายได้ให้ภาคเกษตรไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาผลผลิตหน้าสวนสูงขึ้นเพียงทางเดียว
อีกเส้นทางหนึ่งคือทำอย่างไรให้ผลผลิตเดิมเดินไปอยู่ในสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม
จาก “ปลูกอะไรดี” ไปสู่ “ปลูกแล้วขายให้ใคร”
สำหรับเกษตรกรรายย่อย การออกไปตั้งโรงงานหรือส่งสินค้าไปต่างประเทศด้วยตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่สิ่งที่เกษตรกรทุกคนจำเป็นต้องทำ
แต่สิ่งที่เป็นไปได้คือการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้แปรรูป และ SME ที่มีตลาดอยู่แล้ว
หากผู้ประกอบการรู้ว่าตลาดต่างประเทศต้องการสินค้าแบบใด ก็สามารถย้อนกลับมาวางแผนเรื่องวัตถุดิบ มาตรฐาน คุณภาพ และปริมาณร่วมกับเกษตรกรได้ตั้งแต่ต้นน้ำ
แทนที่จะเริ่มจาก
*“ปีนี้อะไรแพง แล้วค่อยปลูก”**
อาจเปลี่ยนเป็น
*“ตลาดต้องการอะไร แล้วเราผลิตให้ตรงกับตลาดได้หรือไม่”**
นี่อาจเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับเกษตรไทยในระยะยาว เพราะราคาผลผลิตมีขึ้นมีลง แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มและหาตลาดปลายทางใหม่ คือการเพิ่มทางเลือกให้กับผลผลิตที่ออกมาจากแปลง
กรณี DFT+ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า SME ไทย 80 รายผ่านหลักสูตร
แต่สิ่งที่น่าดูกว่าคือ เมื่อสินค้าไทยถูกพาไปเจอตลาดจริง ก็มีผู้ซื้อพร้อมจ่ายเงินจริง
และสำหรับภาคเกษตร คำถามต่อไปจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า
*“วันนี้ผลผลิตกิโลละเท่าไร?”**
แต่อาจต้องถามเพิ่มว่า
*“ถ้าเราไม่ขายมันในรูปแบบเดิม มันจะมีมูลค่าได้อีกเท่าไร?”**
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดี #สินค้าเกษตร #เกษตรแปรรูป #เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร #SMEไทย #ส่งออก #ตลาดต่างประเทศ #เกษตรกร #เกษตรไทย


