ทำนาแบบเดิมอาจไม่พอ! กรมการข้าวดัน “5 ทัน” ลงแปลง—ใช้น้ำน้อยลง ลดเผาฟาง ใช้โดรน ก่อนหาตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ

กรมการข้าวนำแนวทาง “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” มาถ่ายทอดเทคโนโลยีในพื้นที่ ตั้งแต่การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ลดการเผาฟาง ใช้จุลินทรีย์ ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ไปจนถึงโดรนและเครื่องจักร พร้อมเชื่อมการผลิตกับตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ แต่สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ เมื่อนำไปใช้จริง ชาวนาจะลดต้นทุนได้เท่าไร และตลาดจะจ่ายเพิ่มให้ข้าวที่ผลิตตามแนวทางนี้หรือไม่
วันที่ 23 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง BCG Model” ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
ภายในงานมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กล่าวถึงวัตถุประสงค์ พร้อมด้วย นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรเข้าร่วม
เป้าหมายของกิจกรรมคือถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงตลาด
“5 ทัน” ไม่ใช่นโยบายที่เพิ่งเปิดตัว
แนวทาง “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” ถูกประกาศเป็นนโยบายมาก่อนหน้านี้ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดตัวแนวทางดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569
ดังนั้นเหตุการณ์วันที่ 23 กันยายนไม่ใช่การประกาศ “5 ทัน” เป็นครั้งแรก
ความคืบหน้ารอบนี้คือ การนำแนวนโยบายมาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เห็นวิธีปฏิบัติในพื้นที่มากขึ้น
5 ทัน มีอะไรบ้าง?
นายอานนท์อธิบายแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าวผ่าน 5 ด้าน ได้แก่
ทันน้ำ
วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ
ทันพันธุ์
ให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ
ทันเทคโนโลยี
นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ทันมาตรฐานโลก
ยกระดับกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ทันตลาด
ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทย
แนวคิดจึงพยายามเชื่อมตั้งแต่ทรัพยากรที่ใช้ในแปลงไปจนถึงผู้ซื้อปลายทาง
จากคำว่า “คาร์บอนต่ำ” สู่สิ่งที่ทำในนา
กิจกรรมวันที่ 23 กันยายนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหลายด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
หนึ่งในนั้นคือ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD (Alternate Wetting and Drying) ซึ่งเป็นแนวทางบริหารน้ำในนาที่ไม่จำเป็นต้องขังน้ำต่อเนื่องตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังมี
การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา
การใช้จุลินทรีย์ RD-1 ช่วยจัดการฟาง
การปรับระดับพื้นที่นา
การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน
การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน
การใช้เครื่องจักรกลและโดรนในการผลิต
รวมถึง การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าว
ภาพที่กรมการข้าวต้องการจึงไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่เป็นการปรับกระบวนการผลิตหลายส่วนพร้อมกัน
“ผลิตได้” ต้องไปถึง “ขายได้”
อีกส่วนสำคัญของแนวทางนี้คือเรื่องตลาด
กรมการข้าวระบุถึงการเชื่อมโยง ตลาดข้าวเฉพาะ ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต
นายอานนท์กล่าวถึงแนวคิดว่า การผลิตข้าวต้องไม่มองเฉพาะการผลิต แต่ต้องไปถึงการขายและราคาที่เหมาะสม
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญสำหรับชาวนา เพราะหากการปรับวิธีผลิตมีต้นทุนหรือภาระเพิ่ม แต่ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าเพิ่ม ผลตอบแทนของการเปลี่ยนวิธีผลิตก็อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องวัดผล
เทคโนโลยีที่กรมการข้าวนำมาถ่ายทอดมีเป้าหมายช่วยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ข่าววันที่ 23 กันยายน ไม่ได้รายงานผลการวัดว่าชาวนาที่นำเทคโนโลยีทั้งหมดไปใช้แล้วลดต้นทุนได้กี่บาทต่อไร่
เช่นเดียวกับเรื่องรายได้ ข่าวไม่ได้ระบุตัวเลขว่าข้าวคาร์บอนต่ำมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปกี่บาทต่อตัน หรือมีคำสั่งซื้อรองรับปริมาณเท่าไร
ดังนั้นคำว่า “ลดต้นทุน เพิ่มรายได้” ในขั้นนี้ต้องอ่านในฐานะ เป้าหมายของแนวทางและเทคโนโลยี ไม่ใช่ผลสำเร็จที่พิสูจน์แล้วจากกิจกรรมครั้งนี้
แล้วชาวนาต้องจับตาอะไรต่อ?
หลังจากกรมการข้าวเริ่มนำ “5 ทัน” ลงสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี สิ่งที่สำคัญต่อชาวนาคือ ผลในแปลงจริง
ต้องดูว่าเมื่อนำการจัดการน้ำ การจัดการฟาง ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เครื่องจักร และเทคโนโลยีอื่นมาใช้แล้ว ต้นทุนต่อไร่เปลี่ยนอย่างไร ผลผลิตและคุณภาพข้าวเป็นอย่างไร
อีกด้านคือ ตลาด
หากผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ต้องมีคำตอบว่าใครเป็นผู้ซื้อ มีมาตรฐานอะไรที่ต้องผ่าน ตรวจสอบอย่างไร และเกษตรกรได้รับส่วนเพิ่มของราคาหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใด
นี่จะเป็นตัววัดว่า “ข้าวไทย 5 ทัน” เปลี่ยนจากนโยบายและงานถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปสู่รายได้ของชาวนาได้จริงหรือไม่
ณ วันที่ 23 กันยายน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ กรมการข้าวเริ่มนำแนวทาง 5 ทันมาถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ พร้อมเชื่อมภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกร
ส่วนผลด้านต้นทุน รายได้ และตลาดจริง ยังต้องติดตามจากการนำไปใช้และการซื้อขายหลังจากนี้
ข้อมูลวันที่ : 23 กันยายน 2569
ที่มา : สำนักข่าวแนวหน้า
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


