DAP-MAP ยังตึง! “กำมะถัน” ดันต้นทุนฟอสเฟต—ไทย 18-46-0 เริ่มขยับ บางโรงงานพักเสนอขาย

ตลาดปุ๋ยฟอสเฟตโลกยังมีแรงกดดันด้านต้นทุน IFPRI ระบุ DAP-MAP เพิ่มประมาณ 25–30% หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคากำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำเพิ่มมากกว่าสองเท่าใน 6 เดือน ด้านตลาดไทยเริ่มเห็นราคา 18-46-0 ปรับขึ้นในบางช่องทาง และมีผู้ผลิต/โรงงานบางแห่งพักหรือหยุดเสนอขายเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่ควรตีความว่าปุ๋ยขาดตลาดทั่วประเทศ หรือสรุปว่าการขยับราคาในไทยเกิดจากปัจจัยต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
ตลาดปุ๋ยฟอสเฟตโลกในเดือนกันยายน 2569 ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องจับตา แม้ปุ๋ยไนโตรเจนบางตลาดจะลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ DAP (Diammonium Phosphate) และ MAP (Monoammonium Phosphate) ยังคงเผชิญแรงกดดันทั้งจากราคาและวัตถุดิบต้นน้ำ
International Food Policy Research Institute (IFPRI) รายงานเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ว่า หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาปุ๋ยฟอสเฟตอย่าง DAP และ MAP เพิ่มขึ้นประมาณ 25–30% และยังคงอยู่ในระดับสูง
“กำมะถัน” อีกคอขวดของปุ๋ยฟอสเฟต
ประเด็นที่น่าสนใจรอบนี้ไม่ได้อยู่เพียงปริมาณ DAP และ MAP ที่ซื้อขายในตลาดโลก แต่ย้อนกลับไปถึงวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง กำมะถัน (Sulfur)
กำมะถันถูกนำไปผลิต กรดซัลฟิวริก (Sulfuric Acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต
IFPRI ระบุว่า ราคากำมะถันเพิ่มขึ้น มากกว่าสองเท่าในช่วง 6 เดือน
นั่นหมายความว่าแรงกดดันต่อตลาดฟอสเฟตไม่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องติดตามควบคู่กัน
DAP อินเดีย 895–915 ดอลลาร์/ตัน
รายงานตลาดปุ๋ยสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุระดับราคาในตลาดสำคัญว่า
India DAP: ประมาณ 895–915 ดอลลาร์/ตัน CFR
Brazil MAP: ประมาณ 830–850 ดอลลาร์/ตัน CFR
สำหรับแนวโน้มตลาดฟอสเฟต AFC ประเมินว่า “Mixed – Firm US; Stable to Softening Internationally” หมายถึง ภาพรวมตลาดมีทิศทางผสม โดยตลาดสหรัฐฯ ยังแข็ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศโดยรวมทรงตัวถึงมีแนวโน้มอ่อนลง
ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าตลาดฟอสเฟตทั่วโลกกำลังแข็งขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ตัวเลข India DAP และ Brazil MAP เป็นคนละผลิตภัณฑ์และคนละตลาดปลายทาง แม้จะเป็นราคา CFR เหมือนกัน จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบตรง ๆ ว่าตลาดใดแพงกว่า
และที่สำคัญ ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ใช่ราคานำเข้า DAP ถึงประเทศไทย
ไทยเริ่มเห็น 18-46-0 ขยับ
สำหรับตลาดประเทศไทย สัญญาณที่ต้องติดตามขณะนี้คือ ราคา 18-46-0 เริ่มปรับขึ้นในบางช่องทาง ขณะที่มีผู้ผลิต/โรงงานบางแห่ง พักหรือหยุดเสนอขายเป็นช่วง ๆ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาด 18-46-0 ในประเทศเริ่มมีความตึงตัวมากขึ้น แต่ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการสรุปภาพรวม
คำว่า “บางโรงงานพักเสนอขาย” ไม่เท่ากับ “18-46-0 ขาดตลาดทั่วประเทศ”
สถานการณ์สินค้าอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต ยี่ห้อ พื้นที่ สต๊อกของผู้จำหน่าย และช่วงเวลาที่ซื้อสินค้าเข้ามา
ร้านค้าที่ถือสต๊อกคนละล็อตยังอาจมีต้นทุนแตกต่างกัน จึงเป็นไปได้ที่ราคาขายแต่ละพื้นที่และแต่ละร้านจะไม่ได้ขยับพร้อมกันทั้งหมด
DAP โลกแพง ≠ โรงงานไทยขึ้นราคาเพราะ DAP อย่างเดียว
แม้การขยับของ 18-46-0 ในไทยจะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ราคา DAP ยังอยู่ในระดับสูงและต้นทุนกำมะถันเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ควรสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุผลตรง ๆ ว่า ราคาปุ๋ยในประเทศไทยปรับขึ้นเพราะกำมะถันหรือ DAP โลกเพียงปัจจัยเดียว
ยิ่งเมื่อข้อมูล AFC ล่าสุดประเมินตลาดฟอสเฟตเป็นภาพ ผสม โดยสหรัฐฯ แข็ง แต่ตลาดต่างประเทศโดยรวมทรงตัวถึงมีแนวโน้มอ่อนลง การประเมินทิศทางต้นทุนของไทยจึงต้องดูมากกว่าตัวเลขราคาในตลาดใดตลาดหนึ่ง
ต้นทุนตลาดไทยยังเกี่ยวข้องกับราคาซื้อจริงของผู้นำเข้า แหล่งนำเข้า ค่าระวางเรือ ค่าเงินบาท ช่วงเวลาทำสัญญา สต๊อกเดิม ต้นทุนของผู้ผลิต และการแข่งขันในตลาด
จึงต้องติดตามข้อมูลในประเทศควบคู่กับตลาดโลก
เกษตรกรและร้านปุ๋ยต้องจับตาอะไร?
ช่วงต่อจากนี้มีอย่างน้อย 4 ตัวแปรที่ควรติดตามพร้อมกัน
1. ราคา DAP-MAP โลก
ต้องดูแยกแต่ละตลาด เพราะขณะนี้ทิศทางไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด โดยสหรัฐฯ ยังแข็ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศโดยรวมทรงตัวถึงมีแนวโน้มอ่อนลง
2. ราคากำมะถัน
หากวัตถุดิบต้นน้ำยังแพง จะยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตฟอสเฟต
3. สต๊อก 18-46-0 ในประเทศไทย
ต้องดูว่าการพักเสนอขายของบางโรงงานเป็นเพียงระยะสั้น หรือทำให้สินค้าในช่องทางจำหน่ายตึงขึ้นจริง
4. ราคาหลังโรงงานกลับมาเปิดเสนอขาย
จุดนี้จะช่วยให้เห็นต้นทุนรอบใหม่ของตลาดไทยได้ชัดเจนขึ้น
สรุปสถานการณ์ตอนนี้
ข้อมูลตลาดโลกชี้ว่า DAP-MAP ยังอยู่ในระดับราคาสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และกำมะถันเป็นอีกตัวแปรสำคัญด้านต้นทุน แต่ทิศทางระยะสั้นไม่ได้แข็งพร้อมกันทั่วโลก โดย AFC มองสหรัฐฯ แข็ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศโดยรวมทรงตัวถึงอ่อนลง
ส่วนประเทศไทย เริ่มเห็น 18-46-0 ปรับราคาขึ้นในบางช่องทาง และบางโรงงานพักหรือหยุดเสนอขายเป็นช่วง ๆ
แต่ข้อมูลขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเรียกว่า “18-46-0 ขาดตลาดทั่วประเทศ” และไม่ควรกล่าวหาผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือร้านค้าว่ากักสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา หากไม่มีหลักฐานรองรับ
สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการปุ๋ย จึงควรติดตามทั้งทิศทางตลาดโลก ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาเสนอขายรอบใหม่ในประเทศ เพื่อประเมินว่าความตึงตัวของ 18-46-0 ในไทยจะเป็นเพียงระยะสั้นหรือยืดเยื้อต่อไป
ข้อมูลตลาดต่างประเทศ ณ สัปดาห์สิ้นสุด 18 กันยายน 2569
ที่มา : IFPRI · 18 ก.ย. 2569
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


