แชร์

นอกจากขายข้าว–ขายยาง ต่อไปอาจ “ขายคาร์บอน”? CPP–Token X ศึกษาเปิดช่องรายได้ใหม่ให้เกษตรกร

อัพเดทล่าสุด: 1 ก.ย. 2026
2 ผู้เข้าชม

รายได้จากพื้นที่เกษตรในอนาคตอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกมาขาย เมื่อ CPP และ Token X เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการนำคาร์บอนเครดิตและคุณค่าจากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เกษตร เชื่อมเข้าสู่ระบบการเงินผ่านแนวคิด Green Tokenization และเทคโนโลยีบล็อกเชน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) ภายใต้กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ แต่งตั้งบริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือ ICO Portal เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแนวคิดดังกล่าว

Token X เป็น ICO Portal ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยขอบเขตการศึกษาครอบคลุมโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและภาคเกษตรหลายประเภท ทั้งสวนยางพารา โครงการป่าไม้ และนาข้าวที่ใช้ระบบบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ Alternate Wetting and Drying (AWD)

จาก “พื้นที่เกษตร” สู่แหล่งสร้างคาร์บอนเครดิต

หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ การประเมินความสามารถของพื้นที่เกษตรในการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาเข้าสู่โครงการคาร์บอนเครดิตที่ผ่านมาตรฐาน

ในกรณีของนาข้าว การทำนาแบบเปียกสลับแห้งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนเมื่อเทียบกับการปล่อยให้นามีน้ำท่วมขังต่อเนื่อง

CPP ระบุผลการประเมินเบื้องต้นว่า นาข้าวสามารถลดและกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 0.5 ตันคาร์บอนต่อไร่

ส่วนสวนยางพารามีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 2.4–8 ตันคาร์บอนต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้นของโครงการ การนำไปพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายได้ยังต้องผ่านกระบวนการวัด ตรวจสอบ และรับรองตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

CPP มีแผนยื่นรายละเอียดโครงการต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองภายใต้มาตรฐาน T-VER ภายในปลายปี 2569

สวนยาง 5 แสนไร่ เกี่ยวข้องเกษตรกรกว่า 6 หมื่นครัวเรือน

หนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในขอบเขตการพัฒนาคือโครงการคาร์บอนเครดิตในสวนยางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงการครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500,000 ไร่ ในจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม โดยมีเกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวข้องมากกว่า 60,000 ครัวเรือน

การประเมินและตรวจสอบข้อมูลพื้นที่มีการนำเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS เข้ามาใช้ โดยมีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาหลายแห่งร่วมดำเนินงาน

ขณะที่โครงการคาร์บอนเครดิตจากนาข้าวมีการพัฒนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสุรินทร์ และมีแผนขยายเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานรองรับ

แนวทางการผลิตครอบคลุมทั้งการทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยมีเทน และการลดการเผาฟางหรือตอซัง เพื่อเพิ่มโอกาสในการกักเก็บคาร์บอนในดิน

Green Tokenization คืออะไร?

แนวคิด Green Tokenization ที่ CPP และ Token X กำลังศึกษามีเป้าหมายเชื่อมโยง “ทุนธรรมชาติ” เข้ากับระบบการเงิน

ทุนธรรมชาติในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคาร์บอน แต่สามารถครอบคลุมคุณค่าจากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์พื้นที่ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ

เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถถูกนำมาใช้ช่วยบันทึกข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และทำให้ผลลัพธ์ของโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

จากนั้นจึงศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงสร้างทางการเงินที่เชื่อมโครงการเหล่านี้กับนักลงทุน กองทุนสีเขียว หรือแหล่งเงินทุนประเภทอื่น

ในอนาคตยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ของ Biodiversity Credits เพื่อสะท้อนมูลค่าของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต

เกษตรกรอาจมีรายได้มากกว่า “ขายผลผลิต”

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับภาคเกษตร

หากโครงการสามารถพัฒนาคาร์บอนเครดิตได้จริง และมีโครงสร้างแบ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอาจมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมจากกิจกรรมลดหรือกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ของตนเอง

ชาวนาอาจไม่ได้มีรายได้เพียงจากการขายข้าว

ชาวสวนยางอาจไม่ได้มีรายได้เพียงจากการขายน้ำยาง

แต่พื้นที่เดียวกันอาจสร้างมูลค่าจากการลดก๊าซเรือนกระจกหรือกักเก็บคาร์บอนได้เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นศึกษาความเป็นไปได้

ยังไม่มีข้อสรุปว่าโครงการใดจะถูกนำไปออกเป็นโทเคนดิจิทัล รูปแบบของโทเคนจะเป็นอย่างไร นักลงทุนจะได้รับสิทธิประเภทใด หรือรายได้จะถูกแบ่งกลับไปยังเกษตรกรในสัดส่วนเท่าใด

ทั้งหมดต้องพิจารณาทั้งมาตรฐานคาร์บอน ความถูกต้องของข้อมูล ต้นทุนในการตรวจสอบ โครงสร้างทางการเงิน และกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล

สิ่งที่เกษตรกรควรจับตา ไม่ใช่แค่ “ราคาโทเคน”

หากแนวคิด Green Tokenization เดินหน้าต่อ สิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรอาจไม่ใช่เพียงว่าโทเคนมีราคาเท่าไร

แต่ควรติดตามว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิในคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่เกษตร ใครเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนในการตรวจวัดและรับรอง เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตอย่างไร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นถูกแบ่งระหว่างเกษตรกร ผู้พัฒนาโครงการ และผู้ลงทุนอย่างไร

เพราะหัวใจของแนวคิดนี้ควรอยู่ที่การทำให้คุณค่าทางสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ โดยเจ้าของพื้นที่และผู้ที่ลงมือปรับวิธีการผลิตได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม

ดังนั้น ข่าวนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ Blockchain หรือสินทรัพย์ดิจิทัล

แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

*“ในวันที่คาร์บอนจากแปลงเกษตรมีราคา เกษตรกรเจ้าของแปลงจะได้รับส่วนแบ่งเท่าไร?”**

คำตอบของคำถามนี้ต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่า Green Tokenization จะกลายเป็นเพียงนวัตกรรมทางการเงิน หรือกลายเป็น “รายได้ใหม่” ของเกษตรกรไทยได้จริง

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ชาวนา #ชาวสวนยาง #คาร์บอนเครดิต #CarbonCredit #GreenTokenization #Blockchain #TokenX #CPP #นาเปียกสลับแห้ง #AWD #สวนยาง #เกษตรคาร์บอนต่ำ


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้