แชร์

เซ็นแล้วต้องถึงแปลง! “เกษตรคาร์บอนต่ำ” เดินเกม 5 ปี พพ.จับมือ 7 หน่วยงาน เตรียมคัดพืช–พื้นที่ ใช้พลังงานลดต้นทุน

อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ย. 2026
21 ผู้เข้าชม

ความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. กับ 7 หน่วยงานด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าวางกรอบการทำงานระยะ 5 ปี เตรียมคัดเลือกชนิดพืช กิจกรรมการเกษตร และพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อนำเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเข้าไปประยุกต์ใช้ หวังลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และสร้างฐานข้อมูลรองรับการขับเคลื่อน “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ของประเทศไทย

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บันทึกข้อตกลงเรื่อง “การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตร” โดยกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 5 ปี

*น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)** ระบุว่า ภาคเกษตรของไทยมีรูปแบบการใช้พลังงานที่หลากหลาย ตั้งแต่พืช ข้าว ปศุสัตว์ ไปจนถึงประมง

แต่ละกิจกรรมมีต้นทุนและรูปแบบการใช้พลังงานแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีรูปแบบเดียวกับทุกพื้นที่หรือทุกประเภทการผลิตได้

7 หน่วยงานช่วยกันเลือก “พืช–พื้นที่–เทคโนโลยี”

หน่วยงานที่ร่วมดำเนินงานประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี พพ.เข้ามาเชื่อมองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

ขั้นตอนสำคัญคือการนำความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาช่วยคัดเลือกชนิดพืช กิจกรรมการผลิต และพื้นที่ที่มีศักยภาพ ก่อนวิเคราะห์ว่าควรนำเทคโนโลยีประเภทใดเข้าไปใช้

ตัวอย่างเช่น นาข้าวอาจมีต้นทุนด้านการสูบน้ำและเครื่องจักร

ฟาร์มปศุสัตว์สามารถมีโอกาสใช้ของเสียเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีการใช้ไฟฟ้ากับเครื่องเติมอากาศ ปั๊มน้ำ และระบบจัดการคุณภาพน้ำ

ขณะที่พืชสวนและพืชไร่อาจมีโอกาสใช้ระบบสูบน้ำประสิทธิภาพสูงหรือพลังงานแสงอาทิตย์ในบางกิจกรรม

แนวทางจึงต้องเริ่มจากปัญหาและต้นทุนจริงของพื้นที่ ไม่ใช่เริ่มจากการกำหนดว่าเกษตรกรทุกคนต้องใช้เทคโนโลยีชนิดเดียวกัน

เป้าหมายไม่ได้มีแค่ลดคาร์บอน แต่ต้องลดต้นทุนด้วย

แม้ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ แต่ประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้สำหรับเกษตรกรคือการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในการผลิต

เทคโนโลยีที่สามารถนำมาพิจารณามีตั้งแต่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบสูบน้ำประสิทธิภาพสูง เครื่องจักรและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการนำเศษวัสดุและของเสียทางการเกษตรมาผลิตพลังงาน

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีไปใช้ต้องพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กัน

ระบบที่สามารถลดคาร์บอนได้มาก แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนนาน อาจไม่เหมาะกับเกษตรกรบางกลุ่ม

ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ลงทุนไม่สูงแต่สามารถลดค่าไฟหรือน้ำมันได้ต่อเนื่อง อาจสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรได้เร็วกว่า

เตรียมระบบ MRV วัดผลจริง

อีกองค์ประกอบสำคัญคือการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบ MRV หรือ Measurement, Reporting and Verification เพื่อใช้วัด รายงาน และตรวจสอบผลจากการดำเนินงาน

ระบบดังกล่าวจะช่วยตอบว่า ก่อนใช้เทคโนโลยีฟาร์มใช้พลังงานเท่าไร หลังปรับระบบแล้วลดลงเท่าไร และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด

ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ประกอบการวางนโยบายและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

แต่สำหรับเกษตรกร ตัวชี้วัดอีกชุดที่ควรให้ความสำคัญควบคู่กันคือมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เช่น ค่าไฟลดลงกี่บาทต่อเดือน ค่าน้ำมันลดลงเท่าไร ต้นทุนต่อไร่ลดลงกี่บาท และระยะเวลาคืนทุนของเทคโนโลยีอยู่ที่กี่ปี

“โซลาร์” ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกฟาร์ม

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากในภาคเกษตร แต่ไม่ได้หมายความว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะคุ้มค่ากับทุกกิจกรรม

ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้พลังงาน ขนาดของระบบ ต้นทุนติดตั้ง อายุการใช้งาน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

เกษตรกรที่ใช้เครื่องสูบน้ำช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมออาจมีรูปแบบการใช้พลังงานที่เหมาะกับโซลาร์มากกว่ากิจกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าหนักในเวลากลางคืน

ดังนั้น การคัดเลือกเทคโนโลยีตามลักษณะการผลิตจริงจึงเป็นหัวใจของกรอบความร่วมมือครั้งนี้

ยังไม่ใช่ประกาศเปิดรับเกษตรกรขอโซลาร์

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจน

กรอบความร่วมมือระยะ 5 ปีไม่ได้หมายความว่า ขณะนี้เกษตรกรทั่วประเทศสามารถสมัครขอรับโซลาร์เซลล์หรือเงินสนับสนุนด้านพลังงานได้แล้ว

ขั้นตอนต่อจากนี้ยังต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ กิจกรรมทางการเกษตร เทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสม

รายละเอียดเกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย สัดส่วนเงินลงทุนของภาครัฐหรือเกษตรกร รวมถึงคุณสมบัติผู้เข้าร่วม จะต้องติดตามจากโครงการที่จะเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือในระยะต่อไป

จากโต๊ะ MOU ต้องเดินไปถึงแปลง

การลงนามความร่วมมือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

สิ่งที่จะใช้วัดความสำเร็จในช่วง 5 ปีต่อจากนี้คือ เทคโนโลยีสามารถถูกนำไปใช้ในพื้นที่จริงได้มากน้อยเพียงใด และสร้างผลลัพธ์ต่อเกษตรกรอย่างไร

หากระบบสูบน้ำใหม่สามารถลดค่าไฟได้จริง พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุนได้คุ้มกับเงินลงทุน หรือของเสียในฟาร์มสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ ความหมายของคำว่า “เกษตรคาร์บอนต่ำ” จะไม่หยุดอยู่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แต่จะเชื่อมโดยตรงกับต้นทุนและกำไรของเกษตรกร

ดังนั้น หลังจากนี้สิ่งที่ควรจับตาคือ

พื้นที่ใดจะถูกเลือกเป็นพื้นที่ดำเนินงาน

พืชหรือฟาร์มประเภทใดจะเริ่มก่อน

เทคโนโลยีอะไรจะถูกนำไปใช้

ภาครัฐจะสนับสนุนการลงทุนในรูปแบบใด

และเมื่อดำเนินการแล้ว...

“เกษตรกรลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน และต้นทุนการผลิตได้จริงกี่บาท?”

เพราะหากเกษตรคาร์บอนต่ำต้องการขยายไปทั่วประเทศ

ตัวเลขที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรมากที่สุด อาจไม่ใช่จำนวนตันคาร์บอนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว

แต่คือ จำนวนเงินบาทที่เกษตรกรประหยัดได้จากการผลิตจริง

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #พลังงานทดแทน #โซลาร์เซลล์ #ลดค่าไฟ #ลดต้นทุนเกษตร #เกษตรคาร์บอนต่ำ #LowCarbonAgriculture #พพ #กรมการข้าว #กรมส่งเสริมการเกษตร #NetZero #เกษตรไทย


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้