“สุริยะ” สั่งฟื้น 2 อ่างนครพนม! เร่งเพิ่มน้ำต้นทุน–รับมือน้ำท่วม เดินหน้าห้วยฮ่องฮอ 17 กม.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดนครพนม มอบหมายกรมชลประทานจัดทำแผนฟื้นฟู “อ่างเก็บน้ำห้วยก้านเหลือง–อ่างเก็บน้ำห้วยศรีคุณ” เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำและเตรียมรับมืออุทกภัย พร้อมเดินหน้าสำรวจและออกแบบโครงการห้วยฮ่องฮอ วางแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งตลอดแนวลำน้ำ 17 กิโลเมตร
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำและแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานในพื้นที่ โดยมอบหมายให้กรมชลประทานจัดทำแผนฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยก้านเหลือง และอ่างเก็บน้ำห้วยศรีคุณ เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับอุทกภัยในช่วงฤดูฝน
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการพิจารณาความเหมาะสมของการดำเนินโครงการ
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจนครพนม หรือโครงการห้วยฮ่องฮอ ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบรายละเอียดตามหลักวิศวกรรม โดยมีแนวทางบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กัน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ลำห้วยฮ่องฮอให้สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวลำน้ำประมาณ 17 กิโลเมตร โดยแนวคิดก่อนหน้านี้มีทั้งการขุดลอก ปรับปรุงระบบระบายน้ำ และพัฒนาพื้นที่สองฝั่งลำน้ำ
ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับภาคเกษตร คือข้อมูลที่กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่นครพนมที่ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทานมีเพียงประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด การเพิ่มความสามารถในการกักเก็บและกระจายน้ำจึงมีความสำคัญต่อการผลิตทางการเกษตร การรับมือภัยแล้ง และการลดผลกระทบจากน้ำท่วมในระยะยาว
กระทรวงเกษตรฯ จึงมอบหมายให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมตั้งแต่การศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบ ตลอดจนเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ก่อนนำไปสู่ขั้นตอนการดำเนินโครงการต่อไป
นาดีดี.คอม มองว่า ประเด็นที่เกษตรกรควรติดตามต่อจากนี้ คือกรอบเวลาและงบประมาณของแต่ละโครงการ เพราะปัจจุบันหลายส่วนยังอยู่ในขั้นวางแผน รับฟังความคิดเห็น สำรวจ และออกแบบ การพัฒนาแหล่งน้ำจะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด จึงต้องติดตามว่าโครงการจะเข้าสู่ขั้นก่อสร้างเมื่อใด และสามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากระบบชลประทานได้มากน้อยแค่ไหน


