กยท.เตือนยางก้อนถ้วยปน ‘สารขาว’ เนื้อแข็งคล้ายพลาสติก—เตรียมคัดกรองจุดรับซื้อ
อัพเดทล่าสุด: 14 ส.ค. 2026
26 ผู้เข้าชม

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร สมาคมยางพาราไทย และผู้ประกอบการ เร่งแก้ปัญหาการใช้สารช่วยจับตัวยางชนิดผงหรือ 'สารขาว' ในการผลิตยางก้อนถ้วย หลังพบยางเนื้อผิดปกติ เช่นเนื้อแข็ง คล้ายพลาสติกและขาดความยืดหยุ่น
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กยท.เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีต้องห้ามและสิ่งปลอมปนในการผลิตยางก้อนถ้วย ร่วมกับตัวแทนกรมวิชาการเกษตร สมาคมยางพาราไทย และผู้ประกอบการยาง
กยท.ระบุว่ายางก้อนถ้วยที่ผ่านการใช้สารช่วยจับตัวยางชนิดผงพบเนื้อยางแข็ง ผิวด้าน ขาดความยืดหยุ่นและมีสิ่งปลอมปนนำไปสู่คุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานอุตสาหกรรมยางพาราไทยเสี่ยงลดลง
กยท.ชี้แจงไม่สนับสนุนและไม่ส่งเสริมการใช้ 'สารขาว' พร้อมเร่งให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการใช้สารจับตัวยางอย่างถูกต้องและผสานกับ กยท.จังหวัด ตลาดกลางยางพารา เพื่อเฝ้าระวัง
เพื่อป้องกันวัตถุดิบยางที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม กยท.เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองและตรวจสอบลักษณะยางเบื้องต้น ณ จุดรับซื้อร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กยท.เน้นสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐานวัตถุดิบยางและความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมยางพาราไทยในระยะยาว
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กยท.เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีต้องห้ามและสิ่งปลอมปนในการผลิตยางก้อนถ้วย ร่วมกับตัวแทนกรมวิชาการเกษตร สมาคมยางพาราไทย และผู้ประกอบการยาง
กยท.ระบุว่ายางก้อนถ้วยที่ผ่านการใช้สารช่วยจับตัวยางชนิดผงพบเนื้อยางแข็ง ผิวด้าน ขาดความยืดหยุ่นและมีสิ่งปลอมปนนำไปสู่คุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานอุตสาหกรรมยางพาราไทยเสี่ยงลดลง
กยท.ชี้แจงไม่สนับสนุนและไม่ส่งเสริมการใช้ 'สารขาว' พร้อมเร่งให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการใช้สารจับตัวยางอย่างถูกต้องและผสานกับ กยท.จังหวัด ตลาดกลางยางพารา เพื่อเฝ้าระวัง
เพื่อป้องกันวัตถุดิบยางที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม กยท.เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองและตรวจสอบลักษณะยางเบื้องต้น ณ จุดรับซื้อร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กยท.เน้นสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐานวัตถุดิบยางและความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมยางพาราไทยในระยะยาว
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ


