ข้าว–ผลไม้–ไก่ไทยลุ้นบุก UAE! “นายกฯ ยินดี” ปิดเจรจาสำเร็จ คาดลงนามต้นปี 2570

ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ หรือ CEPA สำเร็จเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยรัฐบาลคาดว่าจะสามารถลงนามได้ภายในไตรมาสแรกปี 2570 เปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยขยายตลาดไปยัง UAE และใช้เป็นช่องทางต่อยอดการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าข้าว ผลไม้ น้ำผลไม้ ไก่แช่เย็น–แช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง อาหารปรุงแต่ง และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตกลงยังไม่ได้ลงนามและยังไม่เริ่มใช้สิทธิทางภาษี
ไทย–UAE สรุปผลเจรจา CEPA วันที่ 7 ตุลาคม
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำ Thani bin Ahmed Al Zeyoudi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล
การเข้าพบดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทั้งสองประเทศสามารถสรุปผลการเจรจาความตกลง CEPA ได้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ในการเจรจารอบที่ 5 ผ่านระบบการประชุมทางไกล
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การเจรจาเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2566 และ CEPA ไทย–UAE จะเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
CEPA คืออะไร และเกี่ยวกับเกษตรกรอย่างไร
CEPA ย่อมาจาก Comprehensive Economic Partnership Agreement หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม
เป็นความตกลงที่มุ่งส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศคู่ภาคี
สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร ประเด็นสำคัญคือการลดอุปสรรคทางการค้าและการเปิดโอกาสให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดคู่ค้าได้ดีขึ้น
แต่การมีความตกลงไม่ได้หมายความว่าสินค้าเกษตรทุกชนิดจะได้รับสิทธิทางภาษีเท่ากัน หรือสามารถส่งออกโดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดนำเข้าของ UAE
ข้าว ผลไม้ และไก่ไทยอยู่ในกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์
กระทรวงพาณิชย์ระบุสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไป UAE ได้เพิ่มขึ้นภายใต้ CEPA ได้แก่
- ข้าว
- ผลไม้และน้ำผลไม้
- ไก่แช่เย็นและแช่แข็ง
- ทูน่ากระป๋อง
- อาหารปรุงแต่ง
- อาหารสัตว์เลี้ยง
รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์
ฝ่าย UAE จะลดหรือยกเลิกภาษีให้สินค้าไทยตามเงื่อนไขของความตกลง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจตารางข้อผูกพันรายสินค้า อัตราภาษี และระยะเวลาการลดภาษีจากเอกสารฉบับสมบูรณ์ก่อนระบุว่าสินค้าชนิดใดจะได้รับสิทธิในอัตราเท่าไร
พาณิชย์ประเมินส่งออกไทยอาจเพิ่ม 7,600–8,100 ล้านบาท
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยผลการศึกษาประเมินผลทางเศรษฐกิจของ CEPA ไทย–UAE โดยคาดว่าเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีความตกลง
GDP ไทยอาจเพิ่มขึ้น 318–357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700–12,200 ล้านบาท
ขณะที่ มูลค่าการส่งออกไทยอาจเพิ่มขึ้น 227–243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600–8,100 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลประเมินของแบบจำลองเศรษฐกิจ ไม่ใช่มูลค่าคำสั่งซื้อที่ได้รับแล้วหรือยอดส่งออกจริงหลังความตกลงมีผล
และไม่ควรนำมาสรุปว่าเกษตรกรไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในจำนวนเดียวกัน
UAE เป็นตลาดสำคัญของไทยอยู่แล้ว
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 1 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ UAE อยู่ที่ประมาณ 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยประมาณ 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจาก UAE ประมาณ 16,755.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการค้าอยู่แล้ว และ CEPA มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้ารวมนี้ไม่ได้เป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรทั้งหมด
UAE สนใจลงทุนด้านอาหารและความมั่นคงทางอาหาร
รัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีสนับสนุนความร่วมมือกับ UAE ในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า UAE แสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทยในสาขาต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ประเด็นดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอาหารและสินค้าเกษตร
แต่ความสนใจลงทุนยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีการอนุมัติโครงการ ลงทุนก่อสร้าง หรือมีคำสั่งซื้อสินค้าเกษตรเกิดขึ้นแล้ว
ชาวนาและชาวสวนไทยจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่
สำหรับเกษตรกรไทย ความตกลง CEPA อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางตลาดผ่านผู้ส่งออกและผู้ประกอบการแปรรูป หากสามารถใช้สิทธิทางภาษีและแข่งขันในตลาด UAE ได้จริง
ตัวอย่างเช่น ข้าวไทยอาจมีโอกาสแข่งขันด้านราคาและคุณภาพมากขึ้น ขณะที่ผลไม้และอาหารแปรรูปอาจมีช่องทางขยายตลาดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ผลต่อราคาที่เกษตรกรได้รับยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการผลิต คุณภาพสินค้า ราคาส่งออก ค่าขนส่ง ความต้องการของผู้ซื้อ และการแข่งขันจากประเทศอื่น
จึงยังไม่สามารถสรุปว่าราคาข้าวเปลือกหรือราคาผลไม้หน้าสวนจะปรับเพิ่มขึ้นจากการสรุปผลเจรจาครั้งนี้ทันที
คาดลงนามไตรมาสแรกปี 2570 ยังไม่ใช่เริ่มใช้แล้ว
รัฐบาลไทยระบุว่าคาดว่าจะลงนามความตกลง CEPA ไทย–UAE ได้ภายในไตรมาสแรกปี 2570
แต่ต้องแยกสถานะสำคัญออกจากกัน ได้แก่ การสรุปผลการเจรจา การลงนาม การดำเนินกระบวนการภายในประเทศ และวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ
ณ วันที่รัฐบาลเผยแพร่ข่าว ทั้งสองประเทศสรุปผลการเจรจาแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม
ดังนั้น ยังไม่ควรกล่าวว่าสินค้าไทยได้รับสิทธิภาษีใหม่แล้ว หรือผู้ส่งออกสามารถใช้สิทธิ CEPA ได้ทันที
สิ่งที่เกษตรกรและผู้ส่งออกต้องจับตาต่อ
ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือรายละเอียดความตกลงฉบับสมบูรณ์ โดยเฉพาะรายการสินค้าเกษตรที่ได้รับสิทธิ อัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และวันเริ่มใช้ความตกลง
ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณามาตรฐานสินค้า ข้อกำหนดนำเข้า และความต้องการของผู้ซื้อใน UAE ควบคู่กัน
สำหรับเกษตรกร การเปิดตลาดใหม่เป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่การได้รับประโยชน์จริงต้องดูว่าผู้ส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ และราคาที่ส่งผ่านมายังเกษตรกรคุ้มกับต้นทุนการผลิตเพียงใด
CEPA ไทย–UAE เป็นความคืบหน้าทางการค้าที่สำคัญ แต่การสรุปผลเจรจายังไม่เท่ากับการส่งออกเพิ่มหรือรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นแล้ว
ที่มา : รัฐบาลไทย
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


