หวั่นราคาข้าวอาจปรับขึ้น 18% ข้าวนาปีเสี่ยงเสียหาย 1.5 ล้านไร่! ประเมินน้ำท่วมอาจกระทบผลผลิต 1.2 หมื่นล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 25 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 ว่า อาจทำให้ผลผลิตข้าวนาปีเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท พื้นที่ข้าวอาจเสียหายประมาณ 1.5 ล้านไร่ หรือ 2.5% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ และประมาณ 19% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น “ประมาณการ” ไม่ใช่ยอดสำรวจความเสียหายจริงจากหน่วยงานรัฐ และไม่ใช่วงเงินเยียวยาเกษตรกร
ประเมินข้าวนาปีเสี่ยงเสียหาย 1.5 ล้านไร่
ประชาชาติธุรกิจรายงานวันที่ 7 ตุลาคม 2569 อ้างบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายของผลผลิตข้าวนาปีจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 25 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 ไว้ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.06% ของ GDP
พื้นที่ปลูกข้าวที่อาจเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านไร่
คิดเป็น 2.5% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งประเทศ และประมาณ 19% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ภาคกลางยังเสี่ยงน้ำเพิ่ม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากฝนตกหนักระลอกใหม่ รวมถึงมวลน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา
ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ 11 จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญในภาคกลาง เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40–70 เซนติเมตร
พื้นที่ที่ถูกยกเป็นตัวอย่าง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม
หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ความเสียหายจริงยังอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำ ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง และระยะการเจริญเติบโตของข้าวในแต่ละพื้นที่
12,000 ล้านบาท ยังไม่ใช่ยอดเสียหายจริง
จุดสำคัญที่สุดในการอ่านตัวเลขครั้งนี้คือ ช่วงเวลาที่ใช้ในการประเมิน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนไปจนถึง 14 ตุลาคม 2569
แต่บทวิเคราะห์เผยแพร่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569
หมายความว่า ช่วงเวลาส่วนหนึ่งที่ใช้ในการประเมินยังมาไม่ถึง ณ วันที่เผยแพร่ข่าว
ดังนั้น
12,000 ล้านบาท ≠ ความเสียหายที่สำรวจเสร็จแล้ว
1.5 ล้านไร่ ≠ พื้นที่ที่ได้รับการรับรองว่าเสียหายแล้วทั้งหมด
12,000 ล้านบาท ≠ เงินช่วยเหลือเกษตรกร
ความเสียหายจริงหลังสถานการณ์คลี่คลายอาจแตกต่างจากประมาณการ ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ระดับน้ำ ระยะเวลาน้ำท่วมขัง และความสามารถในการเก็บเกี่ยวก่อนน้ำเข้าพื้นที่
ความเสียหายอาจดันราคาข้าวสูงขึ้น 18% เทียบปีก่อน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ระดับความเสียหายต่อพื้นที่น้ำท่วมหลักในภาคกลาง อาจส่งผลให้ ราคาข้าวปรับสูงขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขนี้ต้องรักษาสถานะว่าเป็น “อาจปรับสูงขึ้น”
ไม่ใช่การยืนยันว่าราคาข้าวเพิ่มขึ้น 18% แล้ว และไม่ใช่ราคาข้าวเปลือกหน้าไร่ที่เกษตรกรทุกพื้นที่จะได้รับ
การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นการเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงไม่ควรนำ 18% ไปบวกกับราคาข้าวหน้าโรงสีหรือราคาข้าวเปลือกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยตรง
ข้าวแพงขึ้น ไม่ได้แปลว่าชาวนาทุกคนได้ประโยชน์
แม้ผลผลิตที่ได้รับความเสียหายอาจเป็นปัจจัยหนุนราคา แต่ผลต่อชาวนาแต่ละรายไม่เหมือนกัน
ชาวนาที่แปลงได้รับความเสียหายอาจไม่มีผลผลิตเหลือเพียงพอที่จะขายเพื่อรับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
ส่วนชาวนาที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ยังต้องดูราคาจริงตามชนิดข้าว คุณภาพ ความชื้น และจุดรับซื้อในแต่ละพื้นที่
ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปจากประมาณการครั้งนี้ว่า “น้ำท่วมแล้วข้าวแพง ชาวนาได้ประโยชน์”
เกษตรกรต้องจับตาอะไรต่อ
ตัวเลขสำคัญหลังจากนี้คือ พื้นที่ข้าวเสียหายจริงหลังสถานการณ์น้ำคลี่คลาย
ต้องติดตามพื้นที่ที่ยังสามารถเก็บเกี่ยวได้ พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง และราคาข้าวเปลือกตามจุดรับซื้อในแต่ละพื้นที่
โดยเฉพาะช่วงถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นปลายกรอบเวลาที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยใช้ในการประเมิน
หลังจากนั้นจึงจะเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า ความเสียหายจริงเข้าใกล้ประมาณการ 1.5 ล้านไร่ และมูลค่า 12,000 ล้านบาท มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลเผยแพร่ 7 ตุลาคม 2569
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ อ้างบทวิเคราะห์ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


