แชร์

มะเขือเทศใบหงิก–ยอดเหลือง อย่าปล่อย! กองควบคุมพืชฯ เตือน “TYLCV” มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ เสี่ยงต้นแคระ–ติดผลน้อย

อัพเดทล่าสุด: 7 ต.ค. 2026
42 ผู้เข้าชม

กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรเตือนผู้ปลูกมะเขือเทศทุกระยะการเจริญเติบโต เฝ้าระวังโรคใบหงิกเหลืองจากเชื้อไวรัส Tomato yellow leaf curl virus หรือ TYLCV โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ อาการสำคัญคือใบยอดและใบอ่อนหงิกเหลือง ขอบใบม้วน ใบใหม่เล็ก ยอดเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น และอาจทำให้มะเขือเทศติดผลน้อยมากหรือไม่ติดผล

โรคใบหงิกเหลืองเป็นหนึ่งในโรคไวรัสสำคัญของมะเขือเทศ เกิดจากเชื้อ Tomato yellow leaf curl virus (TYLCV)

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวมี แมลงหวี่ขาวยาสูบ หรือ Bemisia tabaci เป็นแมลงพาหะ สามารถรับเชื้อจากต้นที่เป็นโรคและถ่ายทอดไปยังมะเขือเทศต้นอื่นได้

ดังนั้นการจัดการโรคจึงต้องมองทั้ง “ต้นที่เป็นโรค” และ “แมลงพาหะ” ควบคู่กัน

ใบยอดหงิกเหลือง–ต้นแคระ อาการที่ต้องตรวจ

อาการสำคัญที่เกษตรกรสามารถสังเกตได้คือ ใบยอดและใบอ่อนหดย่น หงิกและมีสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ

ใบที่แตกใหม่จะมีขนาดเล็กลง ยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม และต้นมะเขือเทศแคระแกร็น

เมื่อได้รับผลกระทบรุนแรง ต้นมะเขือเทศอาจไม่ติดผลหรือติดผลน้อยมาก ซึ่งกระทบต่อผลผลิตที่เกษตรกรสามารถเก็บขายได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม อาการใบผิดปกติสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากไม่แน่ใจควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าเป็น TYLCV

ตัวแพร่โรคคือ “แมลงหวี่ขาวยาสูบ”

จุดสำคัญของโรคนี้คือการมี แมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ

ข้อมูลวิจัยของกรมวิชาการเกษตรระบุว่า แมลงหวี่ขาวสามารถรับเชื้อไวรัสจากการดูดกินต้นมะเขือเทศที่เป็นโรค ก่อนถ่ายทอดเชื้อไปยังต้นมะเขือเทศปกติ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม หากเกษตรกรพบต้นที่มีอาการเข้าข่ายโรคในแปลง จึงไม่ควรปล่อยต้นดังกล่าวทิ้งไว้เป็นเวลานาน เพราะหากมีแมลงพาหะอยู่ในพื้นที่ ก็มีความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่ไปยังต้นอื่น

ก่อนปลูก เลือกต้นกล้าให้ดี

แนวทางป้องกันเริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุปลูก

ต้นทางแนะนำให้ใช้มะเขือเทศพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค และเลือกต้นกล้าที่แข็งแรง ไม่แสดงอาการของโรคไวรัสมาปลูก

ข้อมูลวิจัยของกรมวิชาการเกษตรยังพบว่าความต้านทานต่อ TYLCV แตกต่างกันตามสายพันธุ์ จึงควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่และระบบการผลิต

กำจัดวัชพืช–ตรวจแปลงสม่ำเสมอ

เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชทั้งภายในและบริเวณรอบแปลงปลูก พร้อมสำรวจต้นมะเขือเทศและแมลงหวี่ขาวอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจพบปัญหาเร็วมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถนำต้นที่แสดงอาการออกจากแปลงก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งเชื้อให้แมลงพาหะนำไปแพร่ต่อ

เจอต้นเป็นโรค ถอนออกจากแปลง

คำแนะนำจากต้นทางระบุว่า หากพบต้นมะเขือเทศที่แสดงอาการของโรค ควร ถอนและนำไปทำลายหรือฝังดินนอกแปลงทันที

ไม่ควรปล่อยต้นที่มีอาการไว้ปะปนกับต้นปกติ

จุดประสงค์คือการลดแหล่งเชื้อภายในแปลงและลดโอกาสที่แมลงหวี่ขาวจะรับเชื้อจากต้นป่วยแล้วนำไปถ่ายทอดต่อ

TYLCV เป็นไวรัส ไม่ใช่เชื้อรา

จุดที่เกษตรกรต้องแยกให้ชัดคือ โรคใบหงิกเหลืองมะเขือเทศเกิดจากเชื้อไวรัส

ดังนั้นการจัดการไม่ได้อยู่ที่การพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา แต่ต้องเน้นการใช้ต้นกล้าปลอดโรค ลดแหล่งเชื้อ และจัดการแมลงพาหะอย่างเหมาะสม

ส่วนภาพคำเตือนต้นทางมีรายละเอียดสารกำจัดแมลงสำหรับควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบและอัตราใช้ แต่ข่าวฉบับนี้ไม่นำรายละเอียดดังกล่าวมาแนะนำโดยตรง เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต้องตรวจสอบทะเบียน ฉลาก อัตราใช้ พืชที่ขึ้นทะเบียน และคำแนะนำปัจจุบันให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ก่อนใช้

เกษตรกรควรจำ 3 จุด

หนึ่ง — ดูยอด
หากใบยอดหงิกเหลือง ใบใหม่เล็ก ขอบใบม้วน ยอดเป็นพุ่ม และต้นแคระ ต้องรีบสำรวจ

สอง — ดูแมลงพาหะ
หมั่นตรวจแมลงหวี่ขาวยาสูบ เพราะเป็นพาหะสำคัญของ TYLCV

สาม — อย่าปล่อยต้นเป็นโรคคาแปลง
หากยืนยันหรือพบต้นที่แสดงอาการเข้าข่ายตามคำแนะนำของหน่วยงาน ให้ถอนและนำออกไปทำลายหรือฝังดินนอกแปลง เพื่อลดแหล่งเชื้อ

คำเตือนครั้งนี้เป็นการแจ้งให้ผู้ปลูกมะเขือเทศ เฝ้าระวังโรคในทุกระยะการเจริญเติบโต ไม่ใช่การประกาศว่าขณะนี้เกิดการระบาดของ TYLCV ในแปลงมะเขือเทศทั่วประเทศ

ข้อมูลวิชาการประกอบ : กรมวิชาการเกษตร

ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้