“เอกนิติ” งัดมาตรา 28 คุมเข้ม “ไร่ละพัน” ปี 69/70 ย้ำลดแจกเงิน—เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ

มาตรการช่วยชาวนาปีการผลิต 2569/70 ยังไม่เคาะ “ไร่ละ 1,000 บาท” นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุโครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ และยังไม่มีนัดหารือ พร้อมย้ำการใช้เงินตามมาตรา 28 ต้องมุ่งเพิ่มศักยภาพเกษตรกร ไม่ใช่การแจกเงินโดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพ
“ไร่ละพัน” ปี 69/70 ยังอยู่ขั้นพิจารณา
ความเคลื่อนไหวมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2569/70 กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีการพูดถึงโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือที่เรียกกันว่า “ไร่ละพัน”
เรื่องดังกล่าวมีที่มาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซึ่งที่ประชุมรับข้อเสนอของตัวแทนชาวนาไว้พิจารณา และมอบหมายคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตไปพิจารณารายละเอียดต่อ
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยล่าสุดว่า โครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ และยังไม่มีการนัดหารือร่วมกัน
ดังนั้น ณ เวลานี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกษตรกรจะได้รับเงินในอัตราเท่าใด จำกัดกี่ไร่ต่อครัวเรือน หรือจะเริ่มจ่ายเมื่อใด
ทำไม “มาตรา 28” จึงเป็นประเด็น
มาตรา 28 ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นกลไกที่รัฐบาลสามารถมอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินมาตรการตามนโยบาย โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายหรือชดเชยในภายหลัง
มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลายโครงการในอดีตใช้กลไกนี้ โดยเฉพาะโครงการที่ให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายเงินก่อน
นายเอกนิติระบุว่า การใช้มาตรา 28 ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ เช่น การฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และต้องพิจารณาภาระทางการคลังอย่างรอบคอบ
สาระสำคัญที่กระทรวงการคลังส่งสัญญาณครั้งนี้ คือ หากจะมีมาตรการช่วยเกษตรกรในอนาคต รูปแบบโครงการต้องแสดงให้เห็นว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพหรือประสิทธิภาพของเกษตรกรได้อย่างไร มากกว่าการจ่ายเงินโดยตรงเพียงอย่างเดียว
วงเงิน 4–5 หมื่นล้าน ยังไม่ใช่วงเงินอนุมัติ
ข่าวต้นทางระบุว่า หากดำเนินโครงการในลักษณะใกล้เคียงเดิม อาจมีวงเงินผ่านมาตรา 28 ประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาทต่อปีการผลิต
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่วงเงินที่ ครม. อนุมัติแล้ว
เช่นเดียวกับคำว่า “ไร่ละพัน” ซึ่งขณะนี้ยังเป็นชื่อที่ใช้เรียกแนวทางโครงการ ไม่ควรตีความว่าเกษตรกรปี 2569/70 ได้รับสิทธิ 1,000 บาทต่อไร่แล้ว
ธ.ก.ส. ระบุมีสภาพคล่อง แต่ต้องรอมติ ครม.
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธนาคารมีสภาพคล่องสำหรับรองรับการดูแลเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม หากโครงการได้รับความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว คณะกรรมการ ธ.ก.ส. ยังต้องประเมินสถานการณ์สภาพคล่อง ณ ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริง รวมถึงพิจารณาให้อยู่ภายใต้กรอบบริหารความเสี่ยงของธนาคาร
จึงยังไม่สามารถใช้คำว่า ธ.ก.ส. “เตรียมโอน” หรือระบุวันจ่ายเงินได้ในขณะนี้
ต้องแยกจากเงินตกหล่นปี 68/69
อีกเรื่องที่ชาวนาต้องแยกให้ออกจากกัน คือเงินช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น ปีการผลิต 2568/69
นบข. เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบขยายกรอบวงเงินเพื่อดูแลเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับสิทธิ จำนวน 233,729 ครัวเรือน ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน โดยเพิ่มวงเงินอีก 1,846.96 ล้านบาท
เรื่องดังกล่าวเป็นโครงการปี 2568/69 และมีขั้นตอนการพิจารณาแยกจากมาตรการช่วยเหลือปี 2569/70 ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้
เกษตรกรต้องจับตาอะไรต่อ
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือคณะอนุกรรมการด้านการผลิตจะเสนอรูปแบบมาตรการปี 2569/70 ออกมาอย่างไร
โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ อัตราการสนับสนุนจริง จำนวนไร่สูงสุดต่อครัวเรือน เงื่อนไขการได้รับสิทธิ และรูปแบบของมาตรการว่าจะยังเป็นการจ่ายเงินต่อไร่ หรือปรับไปสู่มาตรการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในรูปแบบอื่น
ข้อเท็จจริง ณ ขณะนี้จึงยังสรุปได้เพียงว่า โครงการช่วยเหลือชาวนาปี 2569/70 ยังอยู่ระหว่างพิจารณา และยังไม่มีมติยืนยัน “ไร่ละ 1,000 บาท” สำหรับรอบการผลิตใหม่
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


