ไทยจับตาคู่แข่งตลาดข้าว ข้าวหอมเวียดนาม 515–519 ดอลลาร์/ตัน! ราคาส่งออกขยับระหว่างสัปดาห์

ตลาดข้าวเวียดนามวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยรวมค่อนข้างทรงตัว ขณะที่ตลาดส่งออกมีความเคลื่อนไหว โดยข้อมูลล่าสุดจาก VFA ระบุข้าว Jasmine 515–519 ดอลลาร์ต่อตัน ข้าวหอมปลายข้าว 5% 440–445 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวหอมปลายข้าว 100% 371–375 ดอลลาร์ต่อตัน ไทยต้องจับตาการแข่งขัน แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าราคาข้าวเปลือกไทยจะเคลื่อนไหวตาม
Báo Công Thương รายงานสถานการณ์ราคาข้าวเวียดนามประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ว่า ราคาข้าวในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยรวมค่อนข้างทรงตัว ขณะที่ภาพรวมตลอดสัปดาห์มีความเคลื่อนไหวทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก
ข้าว Jasmine ล่าสุด 515–519 ดอลลาร์/ตัน
ข้อมูลราคาส่งออกล่าสุดจากสมาคมอาหารเวียดนาม หรือ Vietnam Food Association (VFA) ที่ต้นข่าวนำมารายงาน ระบุว่า
- ข้าว Jasmine 515–519 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน
- ข้าวหอมปลายข้าว 5% 440–445 ดอลลาร์/ตัน
- ข้าวหอมปลายข้าว 100% 371–375 ดอลลาร์/ตัน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นราคาข้าวในตลาดส่งออก ไม่ใช่ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับ
จึงไม่ควรนำตัวเลขดอลลาร์ต่อตันไปเปรียบเทียบตรงกับราคาข้าวเปลือกหน้าไร่ของไทย
514–518 กับ 515–519 ดอลลาร์ ต้องแยกคนละส่วนของรายงาน
ต้นข่าวมีตัวเลขราคาข้าว Jasmine อยู่ 2 ชุด ซึ่งต้องรักษาสถานะให้ถูกต้อง
ในส่วนที่สรุปสถานการณ์ ตลอดสัปดาห์ ระบุว่า ข้าว Jasmine มีราคาเสนออยู่ที่ประมาณ 514–518 ดอลลาร์/ตัน
ส่วนย่อหน้าที่รายงาน ราคาส่งออกล่าสุด ตามข้อมูล VFA ระบุข้าว Jasmine อยู่ที่ 515–519 ดอลลาร์/ตัน
แม้ช่วงราคาทั้งสองชุดจะต่างกัน 1 ดอลลาร์ แต่ยัง ไม่ควรสรุปว่าราคาข้าว Jasmine ปรับขึ้น 1 ดอลลาร์/ตัน จากตัวเลขดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะยังต้องยืนยันก่อนว่าเป็นราคาในช่วงเวลา ฐานเปรียบเทียบ และเงื่อนไขเดียวกัน
ดังนั้นสถานะที่ปลอดภัยกว่าคือ ราคาส่งออกมีความเคลื่อนไหวระหว่างช่วงที่รายงาน และข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ 515–519 ดอลลาร์/ตัน
ข้าวหอมปลายข้าว 5% อยู่ที่ 440–445 ดอลลาร์
ข้าวอีกประเภทที่ต้นทางรายงานคือ ข้าวหอมปลายข้าว 5% ซึ่งมีราคาส่งออกประมาณ 440–445 ดอลลาร์/ตัน
ตัวเลขนี้ต้องแยกออกจากข้าว Jasmine ซึ่งอยู่ที่ 515–519 ดอลลาร์/ตัน เพราะเป็นข้าวคนละประเภทและมีระดับราคาต่างกัน
ส่วน ข้าวหอมปลายข้าว 100% อยู่ที่ประมาณ 371–375 ดอลลาร์/ตัน
การเปรียบเทียบราคาข้าวส่งออกจึงจำเป็นต้องระบุชนิดสินค้าให้ครบ ไม่ควรนำตัวเลขของข้าวคนละประเภทมาใช้แทนกัน
ราคาข้าวในประเทศค่อนข้างทรงตัว
สำหรับตลาดภายในประเทศ รายงานวันที่ 4 ตุลาคมระบุว่า ราคาข้าวในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยรวมค่อนข้างทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ราคาแตกต่างกันตามชนิดข้าว พื้นที่ คุณภาพ และสถานะของสินค้า
ดังนั้นคำว่า “ราคาข้าวเวียดนาม” ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวเลขเดียวครอบคลุมทั้งหมด เพราะราคาข้าวเปลือกในประเทศ ราคาข้าวสาร และราคาส่งออกเป็นคนละตลาดและมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
ทำไมไทยต้องจับตา?
เวียดนามเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดส่งออกข้าว การเคลื่อนไหวของราคาส่งออกเวียดนามจึงเป็นข้อมูลที่ควรติดตาม โดยเฉพาะตลาดข้าวหอมและข้าวคุณภาพ
แต่หากจะเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันระหว่างไทยกับเวียดนาม จำเป็นต้องใช้ ข้าวประเภทใกล้เคียงกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน ช่วงเวลาเดียวกัน และเงื่อนไขการส่งออกที่เทียบกันได้
ไม่ควรนำราคาข้าวคนละชนิดหรือคนละเงื่อนไขมาเปรียบเทียบตรง ๆ
เวียดนามขยับ ไม่ได้แปลว่าข้าวไทยขึ้นตาม
ราคาส่งออกของเวียดนามไม่ได้ส่งผ่านมายังราคาข้าวเปลือกไทยแบบอัตโนมัติ
ราคาที่ชาวนาไทยได้รับยังขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าว คุณภาพ ความชื้น พื้นที่ จุดรับซื้อ ปริมาณผลผลิต ความต้องการของโรงสีและผู้ส่งออก ค่าเงิน รวมถึงภาวะตลาดในช่วงนั้น
ดังนั้นข้อมูลวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ยังไม่ใช่หลักฐานว่าราคาข้าวเปลือกไทยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเวียดนาม
สิ่งที่ทำได้คือใช้ราคาส่งออกของประเทศคู่แข่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำหรับติดตามทิศทางการแข่งขันของตลาดข้าวโลก
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
ในระยะต่อไปต้องติดตามทั้งราคาส่งออกของเวียดนาม ปริมาณข้าวที่เข้าสู่ตลาด และความต้องการซื้อจากประเทศผู้นำเข้า
สำหรับไทย หากจะประเมินว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบด้านราคา ควรนำราคาส่งออกของข้าวประเภทและคุณภาพที่ใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบในวันหรือช่วงเวลาเดียวกัน
จากนั้นจึงติดตามต่อว่า ความเคลื่อนไหวในตลาดส่งออกส่งผ่านมายังราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาได้รับจริงหรือไม่
ที่มา : Báo Công Thương ผ่าน Vietnam.vn
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


