ข้าวไทยไปจีน 8 เดือนเหลือ 191,953 ตัน ลด 58.94% “กรมการค้าต่างประเทศ” เร่งทำตลาดใน CAEXPO—ยังไม่มีตัวเลขออร์เดอร์ใหม่

กรมการค้าต่างประเทศรายงานผลนำข้าวไทยประชาสัมพันธ์ในงาน China–ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่นครหนานหนิง ประเทศจีน หลังตัวเลขส่งออกข้าวไทยไปจีนช่วง ม.ค.–ส.ค. 2569 อยู่ที่ 191,953 ตัน ลดลง 58.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กรมฯ มุ่งสร้างการรับรู้คุณภาพข้าวไทยและพบปะผู้ประกอบการ–ผู้นำเข้า แต่ข่าวต้นทางยังไม่มีตัวเลขคำสั่งซื้อหรือมูลค่าซื้อขายใหม่จากงาน จึงยังไม่สามารถสรุปว่าการทำตลาดครั้งนี้ทำให้ยอดส่งออกหรือราคาข้าวของชาวนาเพิ่มขึ้นแล้ว
งานจัด 17–21 ก.ย. ข่าวรายงานผล 2 ต.ค.
กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ข้อมูลวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เกี่ยวกับผลการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยของกรมการค้าต่างประเทศในงาน China–ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23
อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวไม่ได้จัดขึ้นวันที่ 2 ตุลาคม แต่จัดไปแล้วระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน
จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง วันที่จัดกิจกรรม กับ วันที่กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่รายงานผล
กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวไทย
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ จัดคณะผู้แทนเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อสร้างการรับรู้ด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของข้าวไทยแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจีน
งาน CAEXPO เป็นเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน โดยปี 2569 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 23
ฝ่ายจีนมี Ding Xuexiang รองนายกรัฐมนตรีแห่งสภาแห่งรัฐจีน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถา
สำหรับฝ่ายไทย กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมใน Thailand Pavilion ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง โดย ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดคูหา Thailand Pavilion
ภายในงานมีการนำเสนอข้าวไทยและอาหารไทย โดยมีการสาธิตเมนูผัดกะเพราทะเลรับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้ผู้เข้าชมสัมผัสรสชาติและคุณลักษณะของข้าวไทยโดยตรง
ตัวเลขสำคัญกว่าเรื่อง “คนชอบ” คือส่งออกลด 58.94%
กรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ในช่วงปี 2565–2568 ไทยส่งออกข้าวไปจีนเฉลี่ย 579,585 ตันต่อปี
แต่ช่วง มกราคม–สิงหาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวไปจีน 191,953 ตัน ลดลง 58.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ข้าวไทยที่ส่งออกไปตลาดจีนมีหลายชนิด โดยเฉพาะ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นอีกด้านของตลาดจีนว่า แม้กรมการค้าต่างประเทศมองว่าข้าวไทยยังมีโอกาสจากความหลากหลายของสินค้าและการนำไปใช้ในอาหาร ขนม และอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่สถานการณ์ส่งออกจริงในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงค่อนข้างมาก
ดังนั้น การทำตลาดในจีนจึงต้องติดตามต่อว่า สามารถเปลี่ยนจากการสร้างการรับรู้ไปสู่คำสั่งซื้อและการฟื้นตัวของปริมาณส่งออกได้หรือไม่
งาน CAEXPO ได้ออร์เดอร์ใหม่เท่าไร?
จากข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ครั้งนี้ ยังไม่มีการระบุตัวเลขคำสั่งซื้อใหม่ ปริมาณข้าวที่มีการตกลงซื้อขาย หรือมูลค่าการซื้อขายที่เกิดจากกิจกรรม CAEXPO ครั้งที่ 23
จึงต้องแยกสถานะให้ชัดว่า
ผู้เข้าชมสนใจและทดลองชิม ≠ มีคำสั่งซื้อแล้ว
พบผู้นำเข้า ≠ ปิดการขายแล้ว
และ จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาด ≠ ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นแล้ว
กิจกรรมครั้งนี้ควรถือเป็นการสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสทางการตลาด จนกว่าจะมีข้อมูลการซื้อขายตามมารองรับ
แล้วเกี่ยวอะไรกับชาวนาไทย?
สำหรับชาวนา ตัวเลขส่งออกไปจีนมีความสำคัญ เพราะจีนเป็นหนึ่งในตลาดต่างประเทศของข้าวไทย และกรมการค้าต่างประเทศกำลังพยายามรักษาและขยายตลาดในช่วงที่ยอดส่งออกลดลง
แต่ต้องระวังการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง “ส่งออก” กับ “ราคาข้าวเปลือกหน้าไร่”
แม้ยอดส่งออกในอนาคตจะฟื้นตัว ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาที่ชาวนาได้รับจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันโดยอัตโนมัติ เพราะราคาข้าวเปลือกยังขึ้นอยู่กับชนิดข้าว คุณภาพ ความชื้น ปริมาณผลผลิตในประเทศ ต้นทุนการค้า ราคาส่งออก และภาวะการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง
ดังนั้น จากข่าว CAEXPO ครั้งนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่าราคาข้าวเปลือกของชาวนาไทยเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
ประเด็นแรกคือ ยอดส่งออกข้าวไทยไปจีนในช่วงเดือนต่อจากนี้จะฟื้นจากระดับที่ลดลง 58.94% หรือไม่
ประเด็นที่สองคือ ข้าวชนิดใดที่ตลาดจีนมีความต้องการเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย
และประเด็นที่สามคือ กิจกรรมทางการตลาดจะนำไปสู่คำสั่งซื้อหรือมูลค่าการค้าใหม่มากน้อยเพียงใด
สามตัวเลขนี้จะช่วยตอบได้ชัดกว่าคำว่า “ได้รับความสนใจ” ว่าการทำตลาดข้าวไทยในจีนสร้างผลทางการค้าจริงมากน้อยแค่ไหน และมีโอกาสส่งผ่านมายังตลาดข้าวของเกษตรกรไทยหรือไม่
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


