ชาวไร่อ้อยจับตา 2 เรื่อง! เหนือ–อีสานลุ้นอ้อยสะสมน้ำตาล พื้นที่ลุ่มระวังฝนหนัก–น้ำขังทำอ้อยเสียหาย

ปลายเดือนกันยายน 2569 สภาพอากาศกำลังส่งผลต่อไร่อ้อยแตกต่างกันตามพื้นที่ อ้อยอายุประมาณ 10 เดือนในพื้นที่ที่อากาศเริ่มเย็นและแห้งมีโอกาสเข้าสู่ช่วงสะสมน้ำตาล ขณะที่พื้นที่ลุ่มยังต้องเฝ้าระวังฝนหนักและน้ำท่วมขัง โดยกรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ช่วง 24–27 กันยายน
ปลายกันยายน ฝนยังไม่หมด
ข้อมูลจากโรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทยระบุว่า ช่วงปลายเดือนกันยายน ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำยังทำให้หลายพื้นที่มีฝน ขณะที่สภาพอากาศของแต่ละภูมิภาคเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งเตือนว่าในช่วง 24–27 กันยายน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากบางแห่ง
สาเหตุสำคัญมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศไทย
อ้อยประมาณ 10 เดือน เริ่มจับตาการสะสมน้ำตาล
สำหรับอ้อยอายุประมาณ 10 เดือนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ต้นทางอธิบายว่า หากสภาพอากาศเข้าสู่ช่วงเย็นและแห้งขึ้น จะเอื้อต่อการสุกแก่ของอ้อย
เมื่อการเจริญเติบโตทางลำต้นชะลอลง น้ำตาลที่พืชสร้างจากใบจะสะสมในลำต้นมากขึ้น ทำให้ค่า CCS (Commercial Cane Sugar) หรือค่าความหวานอ้อย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศไม่ได้เปลี่ยนพร้อมกันทุกพื้นที่ จึงไม่ควรตีความว่าอ้อยทั่วภาคเหนือและอีสานจะมีค่า CCS เพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
CCS สูงขึ้น เกี่ยวอะไรกับเงินที่ชาวไร่ได้รับ?
ระบบราคาอ้อยของไทยใช้ระดับคุณภาพความหวาน 10 CCS เป็นฐาน และมีการกำหนดอัตราขึ้นหรือลงของราคาอ้อยตามจำนวนหน่วย CCS
ดังนั้น หากอ้อยมีค่าความหวานสูงกว่าระดับฐาน ชาวไร่มีโอกาสได้รับส่วนเพิ่มจากคุณภาพความหวานของอ้อยตามอัตราที่ใช้คำนวณราคาในฤดูผลิตนั้น
โพสต์ของโรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทยระบุว่า ค่าความหวานคิดในอัตรา 6% ของราคาอ้อย พร้อมยกตัวอย่างว่า หากปีนี้ค่าความหวานอยู่ที่อย่างน้อย 60 บาทต่อ 1 CCS อ้อยที่มีความหวาน 13 CCS ซึ่งสูงกว่าฐาน 10 CCS จำนวน 3 หน่วย จะคิดเป็นส่วนเพิ่ม 180 บาทต่อตัน
60 บาท/CCS ยังต้องแยกจาก “ราคาประกาศทางการ”
ตัวเลขข้างต้นต้องอ่านอย่างระมัดระวัง
การคำนวณ 180 บาทต่อตัน เป็นตัวอย่างตามสมมติฐานที่ต้นทางใช้ว่า 1 CCS มีมูลค่าอย่างน้อย 60 บาท ไม่ควรนำไปตีความว่า มีประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าชาวไร่อ้อยทุกพื้นที่จะได้รับ 60 บาทต่อ CCS ในฤดูผลิตใหม่
จำนวนเงินที่ชาวไร่ได้รับจริงต้องพิจารณาราคาอ้อยและอัตราขึ้น/ลงตามค่าความหวานที่กำหนดสำหรับฤดูผลิตและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
พื้นที่ลุ่มเจออีกความเสี่ยง — ฝนหนักและน้ำขัง
ขณะที่พื้นที่ซึ่งฝนเริ่มลดสามารถจับตาการสะสมความหวาน พื้นที่ลุ่มโดยเฉพาะบริเวณที่ยังมีฝนต่อเนื่องกลับต้องเฝ้าระวังอีกด้านหนึ่ง
ต้นทางระบุว่า หากเกิดน้ำท่วมขัง รากอ้อยอาจขาดออกซิเจน ส่งผลให้การดูดน้ำและธาตุอาหารลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบรากและโรคบางชนิด
นอกจากนี้ หากอ้อยล้มยังทำให้การเก็บเกี่ยวยากขึ้น
ชาวไร่อ้อยต้องดู “สภาพแปลงตัวเอง” มากกว่าดูภาพรวมประเทศ
ปลายเดือนกันยายนจึงมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
พื้นที่ที่ฝนเริ่มลดและอากาศเริ่มแห้ง ต้องติดตามการสุกแก่และค่า CCS ของอ้อย
ส่วน พื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ยังมีฝนหนัก ต้องเฝ้าระวังน้ำขัง ความเสียหายของระบบราก และอ้อยล้ม
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้สถานการณ์ของพื้นที่หนึ่งไปสรุปแทนไร่อ้อยทั้งประเทศ เพราะช่วงปลายฤดูฝน สภาพอากาศและระยะการเจริญเติบโตของอ้อยแต่ละพื้นที่ยังแตกต่างกัน
ที่มา : โรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทย
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


