แชร์

“สุริยะ” เตือนรับมือเอลนีโญ! เกษตรกรอย่าปลูกตามปฏิทินอย่างเดียว เช็กน้ำก่อนลงแปลง–พื้นที่เสี่ยงอาจต้องปรับรอบปลูก

อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ย. 2026
90 ผู้เข้าชม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตือนภาคเกษตรเตรียมรับความเสี่ยงจากเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในระยะต่อไป ย้ำเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานควรวางแผนเพาะปลูกจากสถานการณ์น้ำจริง ไม่ใช่อาศัยปฏิทินการผลิตเดิมเพียงอย่างเดียว พร้อมพิจารณาปรับรอบ ลดพื้นที่ หรือเลือกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงลงทุนไปแล้วขาดน้ำกลางฤดู

วันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยแพร่ข้อมูล “เอลนีโญ กับการรับมือการเกษตรของประเทศไทย รู้ทันภัยแล้ง วางแผนน้ำ ปรับการปลูก” เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้ภาคเกษตรรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

ก่อนหน้านี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมบริหารจัดการน้ำเชิงรุก หลังการคาดการณ์ชี้ว่าสภาวะ ENSO มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่เอลนีโญ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

ฝนตกหนักวันนี้ ไม่ได้แปลว่าน้ำจะพอฤดูหน้า

ประเด็นนี้มีความสำคัญในช่วงที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังมีฝนตกหนักและต้องเฝ้าระวังน้ำท่วม

สถานการณ์ฝนในระยะสั้นกับปริมาณน้ำต้นทุนในระยะหลายเดือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

แม้บางพื้นที่มีฝนตกหนัก แต่หากการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ หรือปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักในอ่าง แหล่งน้ำ และพื้นที่การเกษตรไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถเกิดปัญหาขาดน้ำในช่วงต่อมาได้

กระทรวงเกษตรฯ จึงให้ความสำคัญกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้มากที่สุดภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัย พร้อมสำรองน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ และการเกษตรในฤดูแล้ง

เกษตรกรต้องวางแผนจาก “น้ำที่มีจริง”

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน

โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง

กระทรวงฯ แนะนำให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการขยายพื้นที่ปลูกเกินศักยภาพของน้ำที่มี และพิจารณาเลื่อนหรือปรับรอบเพาะปลูกเมื่อสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

ในบางพื้นที่อาจพิจารณาพืชใช้น้ำน้อยเป็นทางเลือก หากเหมาะกับดิน สภาพพื้นที่ และมีตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยไม่ควรถูกตีความว่าเกษตรกรทุกพื้นที่ควรเปลี่ยนจากข้าวหรือพืชเดิมไปปลูกพืชชนิดอื่นทันที

การเปลี่ยนพืชต้องพิจารณาตลาด ต้นทุน ความรู้ในการผลิต เครื่องจักร และช่องทางจำหน่ายร่วมด้วย

รัฐเตรียมแผนทั้งเอลนีโญอ่อนและกรณีรุนแรง

นายสุริยะได้กำชับกรมชลประทานให้จัดทำฉากทัศน์รับมือทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและกรณีที่สถานการณ์รุนแรงขึ้น

พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจในการปรับแผนบริหารน้ำเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแผนได้ตามสถานการณ์จริง

หน่วยงานจะติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมถึงข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืช

เทคโนโลยีดาวเทียมและ Remote Sensing ยังถูกนำมาใช้ช่วยประเมินพื้นที่เสี่ยงและสภาพพืช เพื่อให้การแจ้งเตือนและการบริหารจัดการมีความแม่นยำขึ้น

5 แนวทางรับความเสี่ยงภาคเกษตร

กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางบริหารความเสี่ยงจากเอลนีโญครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ

ด้านแรกคือการเพิ่มและรักษาปริมาณน้ำต้นทุน รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงตามความเหมาะสม

ด้านที่สองคือการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยติดตามข้อมูลสภาพอากาศ น้ำ และพื้นที่เพาะปลูก

ด้านที่สามคือการปรับแผนการผลิตให้สัมพันธ์กับน้ำต้นทุนจริง

ด้านที่สี่คือการลดต้นทุนและความเสียหาย เช่น ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ

และด้านที่ห้าคือการติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งผลผลิต ราคา ต้นทุน รายได้ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ก่อนปลูกควรตอบให้ได้ว่า “ถ้าฝนหาย จะอยู่ได้กี่วัน?”

สำหรับเกษตรกร การเตรียมรับเอลนีโญไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีซับซ้อน

แต่สามารถเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงของแปลงตัวเอง

แหล่งน้ำที่มีอยู่สามารถใช้ได้อีกนานเท่าไร

พืชที่กำลังจะปลูกมีช่วงวิกฤตที่ต้องการน้ำเมื่อใด

หากฝนทิ้งช่วง 2–3 สัปดาห์ มีแหล่งน้ำสำรองหรือไม่

และหากน้ำมีจำกัด ควรลดพื้นที่ปลูกเพื่อรักษาผลผลิตต่อพื้นที่หรือไม่

คำถามเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ค่าแรง และเครื่องจักรลงไปในแปลง

อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ต้องวางแผนก่อนลงทุน

ข้อมูลล่าสุดยังเป็นการเตรียมรับ “ความเสี่ยงจากเอลนีโญ” ไม่ใช่ประกาศว่าประเทศไทยทุกพื้นที่กำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงแล้ว

สภาพน้ำแตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำ จังหวัด และพื้นที่เพาะปลูก

เกษตรกรจึงควรติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานในพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ

สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดภัย มาเป็นการประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุน

เพราะสำหรับเกษตรกร ความเสียหายที่หนักที่สุดอาจไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจ “ไม่ปลูก”

แต่อาจเกิดจาก...

“ลงทุนไปแล้วครึ่งฤดู ก่อนพบว่าน้ำที่มีไม่พอพาพืชไปถึงวันเก็บเกี่ยว”

การรับมือเอลนีโญจึงควรเริ่มจากคำถามง่ายที่สุดก่อนลงแปลงว่า

“น้ำที่เรามี พอสำหรับพื้นที่ที่กำลังจะปลูกจริงหรือไม่?”

หากตอบคำถามนี้ได้ตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรก็มีโอกาสปรับพื้นที่ รอบปลูก และต้นทุนก่อนที่ความเสี่ยงจะกลายเป็นความเสียหายจริง

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เอลนีโญ #ภัยแล้ง #ฝนทิ้งช่วง #บริหารจัดการน้ำ #เกษตรกร #ชาวนา #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #กรมชลประทาน #วางแผนเพาะปลูก #น้ำเพื่อการเกษตร


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้