ญี่ปุ่นต้องการกล้วยปีละกว่า 1 ล้านตัน! ไทยเซ็นขายแล้ว 10,000 ตัน โอกาสใหม่เกษตรกร แต่ “คุณภาพต้องถึง”

กล้วยหอมไทยมีโอกาสขยายตลาดในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น หลังผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่นลงนามความร่วมมือซื้อขายกล้วยหอมไทยรวมปริมาณ 10,000 ตัน ท่ามกลางความพยายามของกระทรวงพาณิชย์ในการเชื่อมความต้องการของตลาดญี่ปุ่นกลับมายังการผลิตของเกษตรกรไทย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ว่า ได้จัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ณ จังหวัดนครราชสีมา
การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่นหลายราย รวมปริมาณการซื้อขาย 10,000 ตัน ถือเป็นอีกขั้นของการผลักดันกล้วยหอมไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม
ตลาดญี่ปุ่นใหญ่กว่า 1 ล้านตันต่อปี
เหตุผลที่ตลาดญี่ปุ่นน่าสนใจสำหรับเกษตรกรไทย คือญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี
เมื่อเทียบกับขนาดตลาดดังกล่าว ส่วนแบ่งของกล้วยไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีก หากสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของผู้ซื้อ
ประเทศไทยยังได้รับโควตาส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่นภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น หรือ JTEPA จำนวน 8,000 ตันต่อปี ในอัตราภาษีนำเข้า 0%
กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยให้ทะลุ 10,000 ตันต่อปี และหากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่าในระยะยาวอาจมีศักยภาพเพิ่มการส่งออกไปญี่ปุ่นถึงระดับ 100,000 ตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 100,000 ตันเป็นเป้าหมายในระยะยาว ไม่ใช่ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนข้อตกลงล่าสุดที่ยืนยันได้คือ 10,000 ตัน
มีตลาดแล้ว แต่ “คุณภาพ” คือด่านต่อไป
ตลาดญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานสินค้า โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย ความสม่ำเสมอของผลผลิต และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การเพิ่มยอดส่งออกจึงไม่สามารถอาศัยเพียงการขยายพื้นที่ปลูก
แต่ต้องพัฒนากระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายทาง
ก่อนการเจรจาซื้อขายครั้งล่าสุด DITP ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ เพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตกล้วยหอมให้ตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น
การพัฒนาครอบคลุมตั้งแต่เทคนิคการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะภูมิศาสตร์ ระดับความสูง ลักษณะดิน คุณภาพผลผลิต ไปจนถึงความต้องการด้านรสชาติและเนื้อสัมผัสของผู้บริโภคญี่ปุ่น
ผู้เชี่ยวชาญยังให้คำแนะนำด้านการตลาดและการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผลผลิตจากไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
จาก “ปลูกแล้วหาคนซื้อ” เป็น “รู้ตลาดก่อนปลูก”
อีกประเด็นที่น่าสนใจของโครงการนี้คือแนวคิดตลาดนำการผลิต
แทนที่จะเริ่มต้นจากการเพิ่มพื้นที่ปลูกแล้วจึงหาตลาดรองรับ ภาครัฐพยายามเชื่อมข้อมูลจากผู้ซื้อญี่ปุ่นกลับมายังเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยก่อน
เมื่อรู้ว่าตลาดต้องการผลผลิตลักษณะใด ผู้ผลิตจึงสามารถวางแผนตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การจัดการแปลง การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและขนส่ง
แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของการผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
สำหรับเกษตรกรที่สนใจกล้วยหอมเพื่อการส่งออก ข่าวการซื้อขาย 10,000 ตันจึงไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกคนสามารถปลูกกล้วยแล้วส่งไปญี่ปุ่นได้ทันที
สิ่งสำคัญคือการเข้าสู่ห่วงโซ่ที่มีผู้ซื้อ การผลิตตามมาตรฐาน และการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่มีการส่งมอบ
โอกาสมีจริง แต่ต้องผลิตให้ตรงตลาด
การลงนามซื้อขายครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสินค้าจากไทย และภาคธุรกิจเริ่มสร้างช่องทางการซื้อขายที่เป็นรูปธรรม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถเพิ่มจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ผลิตที่ได้มาตรฐานมากเพียงใด
หากสามารถรักษาคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นเรื่องการส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ตลาดญี่ปุ่นซึ่งนำเข้ากล้วยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ยังมีพื้นที่ให้กล้วยไทยเติบโตได้อีกมาก
ข่าวนี้จึงอาจเป็นอีกตัวอย่างของแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” ที่เห็นภาพได้ชัด
เพราะคำถามสำหรับเกษตรกรอาจไม่ใช่เพียงว่า
*“กล้วยขายได้ราคาเท่าไร?”**
แต่ต้องถามตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูกว่า
“เรากำลังผลิตกล้วยให้ใคร และผู้ซื้อคนนั้นต้องการกล้วยแบบไหน?”
หากตอบสองคำถามนี้ได้ก่อน การผลิตก็มีโอกาสเดินไปพร้อมกับตลาดมากกว่าการปลูกแล้วค่อยออกตามหาผู้ซื้อในภายหลัง
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #กล้วย #กล้วยหอม #กล้วยหอมไทย #กล้วยหอมทอง #กล้วยหอมเขียว #ตลาดญี่ปุ่น #ส่งออกญี่ปุ่น #DITP #JTEPA #ตลาดนำการผลิต #สินค้าเกษตรส่งออก


