แชร์

ฝนน้อยยังไม่หนักเท่า “ดินเก็บน้ำไม่ได้”! เกือบ 200 ประเทศเตือน ดินเสื่อมกำลังซ้ำเติมภัยแล้ง–กระทบผลผลิตเกษตร

อัพเดทล่าสุด: 31 ส.ค. 2026
21 ผู้เข้าชม

การรับมือภัยแล้งอาจไม่สามารถมองเพียงว่าปีหนึ่งมีฝนตกมากหรือน้อยอีกต่อไป เมื่อเวทีระดับโลกกำลังให้ความสำคัญกับอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ นั่นคือ “สุขภาพของดิน” และความสามารถของพื้นที่เกษตรในการเก็บรักษาน้ำ

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ครั้งที่ 17 หรือ UNCCD COP17 ปิดฉากลงที่กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย หลังการประชุมระหว่างวันที่ 17–28 สิงหาคม 2569 โดยมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ เกือบ 200 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เชื่อมโยงกันระหว่างความเสื่อมโทรมของที่ดิน การขยายตัวของพื้นที่แห้งแล้ง ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถในการรับมือภัยแล้งของภาคเกษตร

ข้อมูลของ UNCCD ระบุว่า พื้นที่ดินทั่วโลกมากถึง 40% อยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งสามารถส่งผลให้ความสามารถในการผลิตอาหารและการกักเก็บน้ำลดลง กระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของประชากรจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ภัยแล้งกำลังปรากฏในพื้นที่ที่เมื่อประมาณหนึ่งทศวรรษก่อนยังไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เปราะบางสูง

Yasmine Fouad เลขาธิการบริหาร UNCCD ระบุว่า ภัยแล้งกำลังเกิดขึ้นควบคู่กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และกินเวลายาวนานขึ้น

ภัยแล้งไม่ได้มีแค่เรื่อง “ฝนไม่ตก”

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการประชุมคือความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของดินกับความรุนแรงของภัยแล้ง

พื้นที่ที่ดินและระบบนิเวศยังอยู่ในสภาพดีสามารถช่วยเก็บรักษาความชื้นและทำให้ระบบการผลิตมีความสามารถรับมือช่วงฝนทิ้งช่วงได้มากกว่า

ในทางกลับกัน เมื่อพื้นที่เสื่อมโทรม ความสามารถในการเก็บรักษาน้ำและสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชจะลดลง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปราะบางต่อภัยแล้งมากขึ้น

ประเด็นนี้กำลังทำให้วิธีคิดเรื่องภัยแล้งเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย ไปสู่การสร้างความสามารถของดินและระบบเกษตรให้พร้อมรับมือก่อนภัยแล้งจะเกิดขึ้น

โลกยังตกลงเรื่องภัยแล้งไม่ได้

แม้ COP17 จะมีความคืบหน้าในหลายด้าน แต่ประเทศต่างๆ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระดับโลกด้านภัยแล้งได้ โดยการเจรจาจะถูกนำไปหารือต่อในการประชุม COP18 ที่ประเทศอียิปต์

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ยกระดับเรื่องภัยแล้งให้เป็นวาระเฉพาะอย่างถาวรในการประชุมครั้งต่อๆ ไป

นอกจากนี้ COP17 ยังมีการประกาศชุดเงินทุนประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการฟื้นฟูที่ดินและสร้างความสามารถในการรับมือภัยแล้งใน 23 ประเทศ

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Rangelands Flagship Initiative ซึ่งรวบรวมโครงการมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุม 45 โครงการ เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ทุ่งหญ้าซึ่งมีความสำคัญต่อระบบอาหารและการเลี้ยงสัตว์ของโลก

เกษตรกรไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?

แม้การประชุม COP17 จะเป็นเวทีระดับนานาชาติ แต่หลักคิดเรื่องการจัดการดินมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเกษตรกรไทย

ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ว่าฝนในแต่ละฤดูจะมาตรงเวลาหรือไม่ หรือจะเกิดฝนทิ้งช่วงนานเพียงใด

แต่เกษตรกรสามารถเพิ่มความสามารถของพื้นที่ในการรับและรักษาน้ำได้ในระดับหนึ่ง ผ่านการจัดการดินที่เหมาะสม เช่น การเพิ่มอินทรียวัตถุ การใช้เศษพืชหรือวัสดุคลุมดิน การลดการปล่อยหน้าดินเปลือย การลดการชะล้างพังทลาย และการเลือกวิธีจัดการดินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะหาน้ำเพิ่มจากที่ไหน”

แต่ต้องถามควบคู่กันว่า

*“น้ำที่เรามีอยู่แล้ว เราสามารถเก็บไว้ในแปลงได้นานแค่ไหน?”**

เพราะในวันที่สภาพอากาศคาดเดายากขึ้น การมีดินที่สามารถรับน้ำ เก็บความชื้น และสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชได้ดี อาจกลายเป็นหนึ่งในแนวป้องกันภัยแล้งที่สำคัญที่สุดของเกษตรกร

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ชาวนา #ดิน #ดินเสื่อม #ภัยแล้ง #ปรับปรุงดิน #อินทรียวัตถุ #COP17 #UNCCD #เกษตรยั่งยืน #ClimateChange


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้