แชร์

อินเดียทุ่มช่วยค่าน้ำหยด 45–55% ไทยทำได้ไหม? จาก “งบแก้แล้ง” สู่ระบบน้ำถึงแปลงเกษตรกร

อัพเดทล่าสุด: 31 ส.ค. 2026
26 ผู้เข้าชม

เมื่อภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลในหลายประเทศต้องทำคือเร่งจัดหาแหล่งน้ำ บริหารน้ำที่มีอยู่ และช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

แต่อินเดียกำลังเดินอีกแนวทางควบคู่กัน นั่นคือการนำงบประมาณมาช่วยเกษตรกรลงทุน “ระบบประหยัดน้ำระดับแปลง” เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

รัฐบาลอินเดียดำเนินโครงการ Per Drop More Crop หรือ PDMC เพื่อส่งเสริมระบบชลประทานจุลภาค หรือ Micro Irrigation โดยเฉพาะระบบน้ำหยดและสปริงเกลอร์

ภายใต้หลักเกณฑ์ของโครงการ เกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรชายขอบสามารถได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 55% ของต้นทุนมาตรฐานในการติดตั้งระบบ ขณะที่เกษตรกรกลุ่มอื่นได้รับประมาณ 45%

นอกจากนี้ รัฐต่างๆ ของอินเดียยังสามารถใช้เงินงบประมาณของตนเองสมทบเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้อีก

เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่ม “ประสิทธิภาพการใช้น้ำ” ในระดับแปลง

ชื่อ Per Drop More Crop จึงสะท้อนแนวคิดได้อย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้างผลผลิตให้มากขึ้นจากน้ำทุกหยดที่เกษตรกรมีอยู่

จาก “หาน้ำเพิ่ม” สู่ “ทำให้น้ำเดิมมีประสิทธิภาพขึ้น”

ระบบน้ำหยดสามารถส่งน้ำไปยังบริเวณรากพืชได้โดยตรง ช่วยควบคุมปริมาณน้ำและลดการสูญเสียจากการให้น้ำเกินความจำเป็น

ระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับการให้ปุ๋ยผ่านน้ำ หรือ Fertigation ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารทั้งน้ำและธาตุอาหารได้แม่นยำขึ้น

แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้ตอบโจทย์เพียงการลดปริมาณน้ำ แต่ยังมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เกษตรด้วย

หลังดำเนินนโยบายต่อเนื่องหลายปี พื้นที่ภายใต้ระบบ Micro Irrigation ของอินเดียขยายตัวขึ้นเป็นระดับมากกว่า 11 ล้านเฮกตาร์ หรือมากกว่า 68 ล้านไร่

ตัวเลขดังกล่าวเป็นพื้นที่สะสมจากการดำเนินงานหลายปี ไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐบาลติดตั้งให้เกษตรกรภายในปีเดียว

คำถามกลับมาที่ประเทศไทย

ประเทศไทยเองลงทุนงบประมาณจำนวนมากในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งโครงการชลประทาน แหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การขุดสระ การจัดหาแหล่งน้ำ และมาตรการรับมือภัยแล้ง

ดังนั้น การนำกรณีอินเดียมาเปรียบเทียบไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยไม่มีการลงทุนเรื่องน้ำ หรือควรนำงบประมาณทั้งหมดไปแจกเป็นค่าระบบน้ำหยด

แต่กรณีดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเชิงนโยบายที่น่าสนใจว่า

*ประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนที่ลงไปถึง “ระบบใช้น้ำระดับแปลง” ของเกษตรกรได้มากขึ้นหรือไม่?**

เพราะการมีน้ำต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าน้ำทั้งหมดจะถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตั้งแต่น้ำออกจากแหล่งน้ำ ผ่านคลองหรือท่อ จนเข้าสู่แปลง ยังมีโอกาสเกิดการสูญเสียและการใช้น้ำเกินความต้องการของพืช

ระบบน้ำหยด สปริงเกลอร์ ระบบควบคุมการให้น้ำ เซนเซอร์ความชื้นในดิน หรือเทคโนโลยี Fertigation จึงอาจเป็นอีกส่วนหนึ่งของคำตอบสำหรับพืชและพื้นที่ที่เหมาะสม

ถ้าใช้งบหนึ่งครั้ง เกษตรกรควรเหลืออะไรไว้?

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดจากกรณีศึกษาของอินเดีย

งบประมาณที่ใช้เพื่อรับมือภัยแล้งสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ

บางส่วนจำเป็นต้องใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การจัดหาน้ำ การสูบน้ำ หรือช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งยังมีความจำเป็นและไม่สามารถตัดออกได้

แต่อีกส่วนหนึ่งอาจพิจารณาลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยแล้งในระยะยาว

หากรัฐช่วยลงทุนระบบน้ำที่เหมาะสมในระดับแปลง เกษตรกรอาจสามารถใช้ระบบดังกล่าวต่อเนื่องได้หลายฤดู

ในมุมงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่าการใช้เงินเพื่อสร้าง “ทรัพย์สินหรือโครงสร้างพื้นฐานระดับแปลง” ที่ยังอยู่กับเกษตรกรหลังจบโครงการ จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการประหยัดน้ำมากเพียงใด เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเกิดขึ้นซ้ำในแต่ละปี

ไม่ใช่ทุกแปลงต้องติดน้ำหยด

อย่างไรก็ตาม การนำโมเดลอินเดียมาใช้กับประเทศไทยไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับเกษตรกรทุกคนได้

ระบบน้ำหยดเหมาะกับพืชบางประเภท โดยเฉพาะพืชสวน ผัก และพืชที่สามารถควบคุมการให้น้ำเป็นจุดได้

สปริงเกลอร์อาจเหมาะกับพืชและสภาพพื้นที่อีกประเภทหนึ่ง

ขณะที่นาข้าวหรือระบบการผลิตอื่นอาจต้องใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำคนละรูปแบบ

ดังนั้น หากประเทศไทยจะขยายมาตรการลักษณะนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงกำหนดเปอร์เซ็นต์เงินอุดหนุน แต่ต้องพิจารณาชนิดพืช สภาพพื้นที่ แหล่งน้ำ ต้นทุนพลังงาน อายุการใช้งานของระบบ ความสามารถในการดูแลรักษา และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเกษตรกรด้วย

จาก “งบแก้แล้ง” สู่ “งบสร้างภูมิคุ้มกัน”

กรณีของอินเดียจึงไม่ได้ให้คำตอบว่าประเทศไทยต้องอุดหนุนระบบน้ำหยด 45% หรือ 55% เช่นเดียวกัน

แต่ทำให้เกิดคำถามว่า ในวันที่สภาพอากาศมีความผันผวนมากขึ้น งบประมาณด้านน้ำและภัยแล้งควรมีสัดส่วนมากขึ้นหรือไม่ สำหรับการลงทุนที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับปัญหาในฤดูถัดไปด้วยตัวเอง

แทนที่จะถามเพียงว่า

*“ปีนี้รัฐมีงบแก้ภัยแล้งกี่บาท?”**

อาจต้องถามเพิ่มว่า

“เมื่อใช้งบประมาณไปแล้ว เกษตรกรเหลือระบบอะไรไว้รับมือภัยแล้งในปีหน้า?”

หากสามารถเปลี่ยนงบประมาณบางส่วนให้กลายเป็นระบบน้ำ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการผลิตที่อยู่กับเกษตรกรได้หลายปี แนวทางดังกล่าวก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรถูกนำมาศึกษาและคำนวณความคุ้มค่าอย่างจริงจัง

เพราะในวันที่เราไม่สามารถสั่งให้ฝนตกได้

โจทย์ของภาคเกษตรอาจไม่ใช่เพียง “จะหาน้ำเพิ่มจากที่ไหน”

แต่คือ

*“จะทำอย่างไรให้น้ำทุกหยดที่เรามี สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากที่สุด”**

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ภัยแล้ง #งบแก้แล้ง #งบเกษตร #น้ำเพื่อการเกษตร #น้ำหยด #สปริงเกลอร์ #ระบบน้ำ #MicroIrrigation #PerDropMoreCrop #อินเดีย #นโยบายเกษตร


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้