ชาวนามีตัวเลือกใหม่! “กข113” ผลผลิตเฉลี่ย 946 กก./ไร่ ส่วน “กข119” ชูข้าวหอมอายุสั้น 95–100 วัน—ก่อนปลูกต้องรู้จุดอ่อน

กรมการข้าวเดินหน้าสร้างการรับรู้ข้าวพันธุ์ใหม่ โดยล่าสุดเตรียมนำเสนอ “กข119” ข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95–100 วัน ผ่าน Rice Podcast EP.5 หลังจากก่อนหน้านี้เผยแพร่ข้อมูล กข113 ซึ่งมีจุดเด่นด้านศักยภาพผลผลิตเฉลี่ย 946 กิโลกรัมต่อไร่ นาดีดีเปิดข้อมูลจากกรมการข้าวเทียบสองพันธุ์ พร้อมจุดอ่อนที่ชาวนาต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์
กข113 และ กข119 ไม่ใช่ข้าวที่กำลังรอการรับรองพันธุ์ โดยทั้งสองพันธุ์ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้และผลักดันให้เกษตรกรรู้จักคุณสมบัติของพันธุ์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สองพันธุ์นี้มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงไม่ควรเลือกจากตัวเลขผลผลิตเพียงอย่างเดียว
กข113 : ผลผลิตเฉลี่ย 946 กก./ไร่ เด่นโรคไหม้ แต่ต้องระวังเพลี้ยกระโดด
*ข้าว กข113** เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 105–110 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม
ข้อมูลกรมการข้าวระบุผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 946 กิโลกรัมต่อไร่
และมีรายงานผลผลิตสูงสุดในแปลงเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 1,124 กิโลกรัมต่อไร่
ลักษณะข้าวสุกมีความนุ่มและค่อนข้างเหนียว
อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าสูง
พื้นที่แนะนำคือพื้นที่นาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง
แต่ข้อควรระวังที่สำคัญมากคือ กรมการข้าวระบุว่า กข113 อ่อนแอมากต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ดังนั้น พื้นที่ที่มีประวัติการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นประจำควรประเมินความเสี่ยงก่อนเลือกใช้พันธุ์
*ข้อมูลพันธุ์ กข113 จากกรมการข้าว:**
กข119 : ข้าวหอมพื้นนุ่ม อายุสั้นเพียง 95–100 วัน
*ข้าว กข119** เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง
จุดเด่นสำคัญคืออายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น หากปลูกแบบหว่านน้ำตมใช้เวลาประมาณ 95–100 วัน
กรมการข้าวรายงานผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 777 กิโลกรัมต่อไร่ และผลผลิตสูงสุดประมาณ 993 กิโลกรัมต่อไร่
ในการทดลองเปรียบเทียบ กข119 ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าข้าวปทุมธานี 1 ประมาณ 13%
จุดเด่นอีกด้านคือคุณภาพการบริโภค
ข้าวสุกมีลักษณะนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม โดยกรมการข้าวรายงานปริมาณสารหอม 2AP ประมาณ 1.61 ppm
ด้านความต้านทานโรค กข119 ค่อนข้างต้านทานโรคไหม้
แต่มีข้อจำกัดคือ ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง
พื้นที่แนะนำจึงเป็นนาชลประทานในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และบางพื้นที่ของภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้งระบาดเป็นประจำ
*ข้อมูลพันธุ์ กข119 จากกรมการข้าว:**
กข113 กับ กข119 ต่างกันอย่างไร?
หากมองเฉพาะตัวเลข กข113 มีจุดเด่นด้านศักยภาพผลผลิต โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 946 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่า กข119 ซึ่งมีผลผลิตเฉลี่ย 777 กิโลกรัมต่อไร่
แต่ กข119 มีจุดขายอีกด้าน คือเป็นข้าวหอมพื้นนุ่มและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่า
กข113 ใช้เวลาประมาณ 105–110 วัน
ขณะที่ กข119 อยู่ที่ประมาณ 95–100 วัน
จึงต่างกันประมาณ 10 วันในระบบหว่านน้ำตม
ด้านโรคและแมลง กข113 มีจุดเด่นเรื่องความต้านทานโรคไหม้ระยะกล้าสูง แต่มีจุดอ่อนสำคัญคืออ่อนแอมากต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ส่วน กข119 ค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ แต่ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง
ดังนั้น ไม่มีคำตอบง่ายๆ ว่า “พันธุ์ไหนดีกว่า”
แต่ต้องพิจารณาว่า “พันธุ์ไหนเหมาะกับแปลงมากกว่า”
อายุสั้นมีประโยชน์อย่างไร?
ข้าวอายุสั้นสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดรอบการผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหรือมีช่วงเวลาปลูกค่อนข้างจำกัด
การเก็บเกี่ยวเร็วขึ้นยังสามารถช่วยให้เกษตรกรวางแผนพืชรอบถัดไปได้เร็วขึ้นในระบบที่มีน้ำและตลาดรองรับ
อย่างไรก็ตาม อายุสั้นไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะต่ำลงหรือกำไรสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ต้องพิจารณาผลผลิต ราคาขาย ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย การจัดการโรคแมลง และต้นทุนอื่นประกอบด้วย
ตัวเลขผลผลิต ไม่ใช่คำรับประกันทุกแปลง
ตัวเลขผลผลิตเฉลี่ย 946 กิโลกรัมต่อไร่ของ กข113 และ 777 กิโลกรัมต่อไร่ของ กข119 เป็นข้อมูลจากกระบวนการทดสอบและประเมินพันธุ์ตามที่กรมการข้าวรายงาน
ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกพื้นที่จะสามารถผลิตได้เท่ากับตัวเลขดังกล่าว
ผลผลิตจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ สภาพดิน ระบบน้ำ ฤดูปลูก อัตราเมล็ดพันธุ์ การจัดการปุ๋ย วัชพืช โรค แมลง และสภาพอากาศ
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศัตรูข้าวซึ่งเป็นจุดอ่อนของพันธุ์ การเลือกพันธุ์โดยมองเฉพาะศักยภาพผลผลิตอาจเพิ่มความเสี่ยงในการผลิตได้
ก่อนซื้อเมล็ดพันธุ์ ต้องดู “ตลาด” ด้วย
อีกเรื่องที่ชาวนาไม่ควรมองข้ามคือความต้องการของผู้ซื้อ
กข119 มีคุณสมบัติเป็นข้าวหอมพื้นนุ่ม ขณะที่ กข113 มีจุดเด่นด้านผลผลิตสูง แต่ราคาที่เกษตรกรจะได้รับยังขึ้นอยู่กับตลาดในแต่ละพื้นที่ โรงสี ผู้รวบรวม คุณภาพข้าว และความต้องการของผู้ซื้อ
ดังนั้น ก่อนเปลี่ยนพันธุ์ในพื้นที่จำนวนมาก เกษตรกรควรสอบถามตลาดหรือโรงสีในพื้นที่ว่ารับซื้อพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ และมีเงื่อนไขด้านคุณภาพอย่างไร
การทดลองปลูกในพื้นที่ขนาดเล็กก่อนขยายทั้งแปลงก็เป็นอีกทางเลือกในการลดความเสี่ยง
พันธุ์ใหม่ที่ดี ต้องเหมาะทั้ง “แปลงและตลาด”
การที่กรมการข้าวมีพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวนามีทางเลือกในการจัดการการผลิตมากขึ้น
กข113 มีความน่าสนใจด้านศักยภาพผลผลิต
กข119 มีจุดเด่นด้านข้าวหอมพื้นนุ่มและอายุเก็บเกี่ยวสั้น
แต่จุดแข็งของพันธุ์จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ ก็ต่อเมื่อพันธุ์นั้นเหมาะกับสภาพพื้นที่ สามารถจัดการโรคและแมลงได้ และมีตลาดรองรับหลังเก็บเกี่ยว
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกพันธุ์ ชาวนาควรถามอย่างน้อย 4 เรื่อง
1. พื้นที่เราเหมาะกับพันธุ์นี้หรือไม่?
2. โรคและแมลงประจำพื้นที่คืออะไร?
3. อายุข้าวเหมาะกับรอบน้ำของเราหรือไม่?
4. และที่สำคัญ... ปลูกแล้วตลาดต้องการหรือไม่?
เพราะข้าวที่ดีที่สุด...
ไม่จำเป็นต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงที่สุด
แต่คือพันธุ์ที่ เหมาะกับแปลง ต้นทุน ความเสี่ยง และขายได้ในตลาดของเกษตรกรคนนั้นครับ
🔎 กข113 : https://rkb.ricethailand.go.th/web/content_page.php?code=A-P8EVFFORF8
🔎 กข119 : https://rkb.ricethailand.go.th/web/content_page.php?code=A-80SN7QTMNQ
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #กรมการข้าว #กข113 #กข119 #พันธุ์ข้าว #ข้าวพันธุ์ใหม่ #ชาวนา #ข้าวไทย #เมล็ดพันธุ์ข้าว #โรคไหม้ #เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล #ลดต้นทุน #เกษตรกร


