คนเหมาสวน–เกษตรกรแบกขาดทุน ลำไยตะวันออกเจอฝนซ้ำ! บางสวนเหลือ 12–14 บาท/กก.

ฝนตกหนักและน้ำท่วมในภาคตะวันออกส่งผลต่อคุณภาพลำไยในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด ผลลำไยบางส่วนเปียกและแตก ทำให้ราคาซื้อขายลดลงจากช่วงต้นฤดู โดยข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องที่ประชาชาติธุรกิจสัมภาษณ์พบราคาหลายระดับ ตั้งแต่หน้าสวน 12–14 บาท/กก. และ 16–18 บาท/กก. ไปจนถึงราคาหน้าล้ง 25–27 บาท/กก.
ตัวเลขเหล่านี้เป็นราคาจากคนละแหล่งข้อมูลและเงื่อนไขซื้อขาย ไม่ใช่ราคากลางของลำไยทั้งภาคตะวันออก
จากต้นฤดู 35 บาท เหลือ 20–22 บาท/กก.
ประชาชาติธุรกิจรายงานวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อคุณภาพลำไยภาคตะวันออก โดยผลผลิตบางส่วนมีปัญหาผลเปียกและแตก
รายงานระบุว่า ราคาลำไยจากช่วงต้นฤดูที่เคยอยู่ประมาณ 35 บาท/กก. ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20–22 บาท/กก.
อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้เป็น “ราคาหน้าสวนทั้งภาค” เพราะเมื่อแยกข้อมูลจากผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละราย พบว่าราคาแตกต่างกันตามพื้นที่ จุดซื้อขาย และเงื่อนไข
“เอนก” ระบุหน้าสวน 12–14 บาท/กก.
นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด จ.จันทบุรี ให้ข้อมูลกับประชาชาติธุรกิจว่า ราคาลำไยหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 12–14 บาท/กก.
ส่วนลำไยลูกดำและลูกร่วง จากเดิมที่มีราคาประมาณ 11–12 บาท/กก. ลดลงเหลือประมาณ 8 บาท/กก.
ระดับราคาที่ลดลง ประกอบกับปัญหาคุณภาพผลผลิตจากฝนและน้ำท่วม ทำให้ทั้งเกษตรกรและผู้ที่รับเหมาซื้อผลผลิตล่วงหน้าต้องเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และต้นทุน
“ศิริไพบูลย์” ให้หน้าสวน 16–18 บาท หน้าล้ง 25–27 บาท
ขณะเดียวกัน นายศิริไพบูลย์ วัฒณวงศ์ชัย นายกสมาคมชาวสวนลำไยและไม้ผล จ.สระแก้ว ให้ข้อมูลราคาอีกระดับหนึ่ง
ราคาหน้าสวนอยู่ประมาณ 16–18 บาท/กก.
ส่วนราคาหน้าล้งอยู่ประมาณ 25–27 บาท/กก.
จึงเห็นได้ชัดว่า แม้อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ราคาลำไยไม่ได้มีเพียงตัวเลขเดียว
ความแตกต่างของราคาอาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ คุณภาพสินค้า จุดซื้อขาย และเงื่อนไขของผู้รับซื้อ
ดังนั้น การรายงานว่า “ลำไยตะวันออกเหลือ 12 บาท” หรือ “ลำไยเหลือ 20 บาท” โดยไม่ระบุว่าราคาอะไรและมาจากจุดใด อาจทำให้เข้าใจสถานการณ์ตลาดคลาดเคลื่อนได้
ฝนกระทบคุณภาพ ราคาถูกกดตาม
ปัญหาสำคัญในรอบนี้คือฝนตกหนักในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด
เมื่อผลลำไยเปียกหรือแตก คุณภาพสินค้าและความสามารถในการคัดขายลดลง ส่งผลต่อราคาที่ผู้รับซื้อยอมจ่าย
โดยเฉพาะผลผลิตที่ต้องเร่งเก็บหรือไม่สามารถรอขายได้นาน เกษตรกรและผู้รับเหมาสวนอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาในการระบายสินค้า
สถานการณ์จึงเป็นการส่งผ่านจาก สภาพอากาศ → คุณภาพผลผลิต → ราคาที่ได้รับ
คนเหมาสวนรับความเสี่ยงอีกชั้น
ผู้รับเหมาสวนหรือผู้ที่ตกลงซื้อผลผลิตล่วงหน้าเป็นอีกกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยง
เมื่อมีการตกลงราคาหรือประเมินมูลค่าผลผลิตไว้ก่อนถึงวันเก็บเกี่ยว แต่ระหว่างนั้นเกิดฝนหนัก ผลแตก คุณภาพลด และราคาตลาดอ่อนตัว ผู้รับเหมาสวนอาจเผชิญผลขาดทุนได้
อย่างไรก็ตาม ระดับความเสียหายของแต่ละรายย่อมแตกต่างกันตามราคาที่ตกลงซื้อ ปริมาณผลผลิต คุณภาพที่คัดได้ และราคาขายจริง
จึงไม่ควรนำกรณีของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งไปเหมารวมเป็นผลขาดทุนของผู้รับเหมาสวนทั้งหมด
เกษตรกรต้องอ่านราคาให้ครบเงื่อนไข
ข่าวราคาลำไยครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตัวเลขราคาเพียงตัวเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจขาย
ก่อนเปรียบเทียบ เกษตรกรควรตรวจสอบว่าเป็น
ราคาหน้าสวนหรือหน้าล้ง
พื้นที่และจุดรับซื้อใด
คุณภาพและสภาพผลเป็นอย่างไร
มีเงื่อนไขการคัดหรือหักราคาอย่างไร
เพราะในข่าวเดียวกันมีตั้งแต่ราคาหน้าสวน 12–14 บาท/กก. ไปจนถึงราคาหน้าล้ง 25–27 บาท/กก.
ส่วนต่างดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเกิดการ “กดราคา” แต่สะท้อนว่าตัวเลขอยู่คนละจุดของห่วงโซ่และมีเงื่อนไขการซื้อขายแตกต่างกัน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
ทิศทางราคาลำไยหลังจากนี้ต้องติดตามทั้งสภาพอากาศ ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด คุณภาพหลังฝน และความต้องการของผู้รับซื้อ
สำหรับเกษตรกร คำถามที่ใช้เช็กราคาจึงไม่ควรมีเพียง “วันนี้ลำไยกิโลละเท่าไร”
แต่ต้องถามต่อว่า “ราคาอะไร ที่ไหน คุณภาพแบบไหน และเงื่อนไขอะไร” จึงจะสามารถนำราคาแต่ละจุดมาเปรียบเทียบได้อย่างถูกต้อง
ข้อมูลเผยแพร่ 7 ตุลาคม 2569
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ / ข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องในภาคลำไย จ.จันทบุรี และ จ.สระแก้ว
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


