ข้าวนาปีใกล้ออก! สหกรณ์พิจิตร 12 แห่งเสี่ยงขาดสภาพคล่อง หลังโรงสี 3 แห่งถูกระบุค้างหนี้กว่า 1.3 พันล้าน

ชาวนาพิจิตรจับตาช่องทางขายข้าวนาปีช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม หลังมติชนรายงานอ้างข้อมูล พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ว่าสหกรณ์การเกษตร 12 แห่งประสบปัญหาสภาพคล่อง จากหนี้ที่โรงสีรายใหญ่ 3 แห่งยังค้างชำระรวมกว่า 1,300 ล้านบาท ย้ำชาวนาที่ขายข้าวให้สหกรณ์ก่อนหน้านี้ได้รับเงินครบแล้ว ปัญหาคือเงินทุนสำหรับหมุนกลับมารับซื้อข้าวรอบใหม่
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร (รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิจิตร) เปิดเผยผ่านมติชนถึงผลการตรวจสอบข้อมูลสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดพิจิตร หลัง กอ.รมน.จังหวัดพิจิตร ร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ตรวจสอบสหกรณ์การเกษตรที่เป็นนิติบุคคลรวม 12 แห่ง
ชาวนารอบเดิมได้เงินแล้ว ปัญหาอยู่ระหว่างสหกรณ์กับโรงสี
ข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ สหกรณ์การเกษตรทั้ง 12 แห่งได้รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา และ จ่ายเงินให้ชาวนาครบถ้วนแล้ว ก่อนนำข้าวไปขายต่อ
จากนั้นมติชนรายงานโดยอ้างข้อมูลของ พ.อ.สัมฤทธิ์ว่า โรงสีรายใหญ่ 3 แห่งในจังหวัดพิจิตร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ทับคล้อ 1 แห่ง อ.โพทะเล 1 แห่ง และ อ.สามง่าม 1 แห่ง ยังค้างชำระแก่สหกรณ์ รวมวงเงินกว่า 1,300 ล้านบาท
ดังนั้น ตัวเลขกว่า 1.3 พันล้านบาท ไม่ใช่ยอดเงินค่าข้าวที่ชาวนายังไม่ได้รับ แต่เป็นหนี้ระหว่างโรงสีกับสหกรณ์ตามข้อมูลที่ พ.อ.สัมฤทธิ์เปิดเผยผ่านมติชน
ทำไมเรื่องนี้จึงกลับมากระทบชาวนาได้?
แม้ชาวนารอบที่ผ่านมาได้รับเงินแล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือ “สภาพคล่อง”
สหกรณ์ต้องใช้เงินทุนของตัวเอง รวมถึงแหล่งเงินสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หมุนเวียนสำหรับรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกร
เมื่อเงินจากการขายข้าวยังไม่กลับเข้าสหกรณ์ตามที่ควร ความสามารถในการเตรียมวงเงินรับซื้อข้าวฤดูใหม่จึงมีความเสี่ยงลดลง
จังหวะเวลายิ่งสำคัญ เพราะข้าวเปลือกรอบใหม่ของพิจิตรกำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวช่วง พฤศจิกายน–ธันวาคม 2569
หากสหกรณ์มีวงเงินรับซื้อไม่เพียงพอ เกษตรกรอาจมีทางเลือกในการขายผลผลิตน้อยลง โดยเฉพาะชาวนาที่ใช้รถเกี่ยวและต้องจำหน่ายข้าวหลังเก็บเกี่ยวในเวลาไม่นาน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ควรสรุปว่าสหกรณ์จะหยุดรับซื้อ หรือชาวนาจะต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางทั้งหมด เพราะผลดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาสภาพคล่องและวงเงินที่จะมีในช่วงรับซื้อจริง
ทำไมไม่บวกตัวเลขหนี้ย่อยเข้าด้วยกัน?
รายงานต้นทางแจกแจงตัวเลขหลายส่วน ได้แก่ กรณีผิดนัดชำระหนี้ กรณีสินค้าขาดบัญชีที่มีการดำเนินคดีและการชดใช้หนี้ รวมถึงสหกรณ์บางแห่งที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินคดี
แต่ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะและจำนวนสหกรณ์เกี่ยวข้องแตกต่างกัน และจากข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่ชัดเพียงพอว่าตัวเลขทุกก้อนแยกออกจากกันทั้งหมดหรือมีส่วนใดทับซ้อนกัน
นาดีดีจึงไม่นำตัวเลขเหล่านั้นมาบวกแล้วประกาศเป็นยอดหนี้ใหม่ โดยยึดเฉพาะตัวเลขภาพรวม “กว่า 1,300 ล้านบาท” ตามที่มติชนรายงานอ้างคำเปิดเผยของ พ.อ.สัมฤทธิ์
ยังต้องฟังข้อมูลอีกด้าน
ข้อมูลที่ตรวจครั้งนี้เป็นคำเปิดเผยของ พ.อ.สัมฤทธิ์ผ่านมติชน และยังไม่พบคำชี้แจงจากโรงสีที่ถูกกล่าวถึงในหลักฐานชุดเดียวกัน
จึงไม่ควรนำเสนอในลักษณะตัดสินความรับผิดทางกฎหมายของโรงสีรายใด และไม่ควรระบุชื่อบริษัทจากการคาดเดา
สำหรับกรณีที่มีการดำเนินคดี ต้องแยกสถานะว่า “อยู่ระหว่างดำเนินคดี” ออกจากกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ชาวนาพิจิตรต้องจับตาอะไรต่อ?
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนข้าวนาปีออกสู่ตลาดช่วง พ.ย.–ธ.ค. คือ ต้องติดตามว่าสหกรณ์การเกษตรทั้ง 12 แห่งจะสามารถจัดหาเงินทุนหรือวงเงินกลับมาใช้รับซื้อข้าวได้เพียงใด
หากปัญหาสภาพคล่องได้รับการแก้ก่อนผลผลิตออกมาก ความเสี่ยงต่อช่องทางขายของชาวนาก็อาจลดลง แต่หากยังแก้ไม่ได้ เกษตรกรอาจต้องเผชิญการแข่งขันของผู้รับซื้อน้อยลงในบางพื้นที่
ดังนั้น ข่าวนี้ยังไม่ใช่เรื่อง “ชาวนาขายข้าวแล้วไม่ได้รับเงิน” แต่เป็นสัญญาณให้จับตา เงินทุนรับซื้อข้าวรอบใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวปลายปี
ที่มา : มติชนออนไลน์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


