น้ำท่วม 24–30 ก.ย. นักวิชาการประเมินห่วงโซ่เกษตรกระทบ 6.91 หมื่นล้าน! ส่วนเกษตรกรต้นน้ำ 2.59 หมื่นล้าน—ยังไม่ใช่ยอดเสียหายราชการ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมช่วง 24–30 กันยายน 2569 ครอบคลุม 31 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร พบผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบประมาณ 69,102.86 ล้านบาท หรือ 0.36% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ส่วนของเกษตรกรต้นน้ำประเมินไว้ 25,864.70 ล้านบาท และการส่งออกสินค้าเกษตร 5,482.56 ล้านบาท แต่ตัวเลขทั้งหมดเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ยอดความเสียหายที่หน่วยงานรัฐสำรวจรับรองหรือวงเงินเยียวยาที่อนุมัติแล้ว
ประเมินผลกระทบห่วงโซ่เกษตร 69,102.86 ล้านบาท
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจถึงการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม
การประเมินของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้สถานการณ์ช่วงวันที่ 24–30 กันยายน 2569 ซึ่งครอบคลุม 31 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 32 พื้นที่
ผลประเมินระบุความเสียหายและผลกระทบต่อ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ 69,102.86 ล้านบาท หรือประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.36% ของ GDP ประเทศไทย
จุดสำคัญคือ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงพืชผลหรือทรัพย์สินของเกษตรกรเสียหายโดยตรงทั้งหมด 69,102.86 ล้านบาท
แต่เป็นการประเมินผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร
เกษตรกรต้นน้ำ ประเมิน 25,864.70 ล้านบาท
เมื่อแยกตามห่วงโซ่อุปทาน ส่วนของ เกษตรกรต้นน้ำ ถูกประเมินผลกระทบไว้ที่ 25,864.70 ล้านบาท จากการสูญเสียผลผลิต พืชผลและปศุสัตว์
ส่วนผู้ประกอบการกลางน้ำหรือกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตร ประเมินผลกระทบ 18,307.44 ล้านบาท
ปัจจัยที่ระบุคือการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับโรงสี โรงงานแป้งมัน และโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการผลิตบางส่วนสะดุด
ขณะที่ปลายน้ำ ผู้บริโภคถูกประเมินว่าจะมีภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวม 13,402.45 ล้านบาท
และธุรกิจร้านอาหารถูกประเมินว่ามีต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 3,479.24 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินผลทางเศรษฐกิจในแต่ละส่วนของห่วงโซ่ ไม่ใช่ตัวเลขเงินเยียวยาที่ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่มจะได้รับ
ภาคกลางถูกประเมินผลกระทบสูงสุด
เมื่อแบ่งตามภูมิภาค การประเมินระบุว่า ภาคกลาง มีมูลค่าผลกระทบสูงสุด 31,521.58 ล้านบาท หรือประมาณ 45.6% ของยอดรวม
รองลงมา ได้แก่
ภาคตะวันออก 19,923.97 ล้านบาท
ภาคเหนือ 11,795.69 ล้านบาท
และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,861.61 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบการประเมินเดียวกันจากสถานการณ์น้ำท่วมช่วง 24–30 กันยายน ไม่ใช่ยอดสำรวจความเสียหายราชการรายจังหวัด
ส่งออกเกษตรถูกประเมินผลกระทบ 5,482.56 ล้านบาท
ด้านการส่งออกสินค้าเกษตร การประเมินระบุผลกระทบรวม 5,482.56 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ ข้าวประมาณ 2.36 พันล้านบาท และมันสำปะหลังประมาณ 2.14 พันล้านบาท
สาเหตุที่ระบุเกี่ยวข้องกับปัญหาผลผลิตส่งมอบล่าช้าจากสถานการณ์น้ำท่วม
แต่ต้องรักษาสถานะว่าเป็น ตัวเลขประเมินผลกระทบ ไม่ใช่ยอดส่งออกที่กรมศุลกากรยืนยันว่าหายไปแล้วตามจำนวนดังกล่าว
นักวิชาการจับตา “ซัพพลายช็อก” เดือนตุลาคม
รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 4 และเกิดปัญหา “ซัพพลายช็อก” หรือการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม ซึ่งประเมินว่าอาจเกิดปัญหาประมาณ 1 เดือน
สินค้าที่ระบุว่าต้องจับตา ได้แก่ ผัก เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด และไข่ไก่
หากวัตถุดิบลดลงพร้อมกับปัญหาการขนส่ง ก็อาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้แปรรูป ร้านอาหาร ค้าปลีก และราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ยังไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจะเกิดการขาดแคลนหรือราคาปรับขึ้นในทุกสินค้าและทุกพื้นที่
เงินเฟ้ออาจขยับ แต่ห้ามเอาปี 2554 มาเทียบตรง ๆ
รศ.ดร.อัทธ์ยังประเมินว่า เงินเฟ้อเดือนกันยายนอาจขยับจาก 2.5% ในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ประมาณ 2.8–3.0% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3–0.5%
พร้อมยกเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 มาเป็นกรณีศึกษา ซึ่งขณะนั้นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก
แต่สถานการณ์ปี 2554 เป็นคนละช่วงเวลาและมีขนาดของภัย เศรษฐกิจ และเงื่อนไขด้านอุปทานแตกต่างจากปี 2569 จึงไม่ควรนำตัวเลขในอดีตมาใช้สรุปว่าเงินเฟ้อปีนี้จะเพิ่มในระดับเดียวกัน
GDP 2.1% เป็นประมาณการ ไม่ใช่ตัวเลขจริงทั้งปี
ด้านเศรษฐกิจมหภาค รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า GDP ไตรมาส 3 อาจขยายตัวประมาณ 1.7–1.8% และเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 อาจขยายตัวประมาณ 2.1%
แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการของนักวิชาการ
ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า กรอบประมาณการของ สศช.ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.0–2.5% มีค่ากลาง 2.2%
จึงต้องแยกประมาณการจากแต่ละแหล่ง ไม่ควรนำ 2.1% ไปเขียนเป็นผล GDP ปี 2569 ที่เกิดขึ้นแล้ว
6.91 หมื่นล้าน ไม่ใช่วงเงินเยียวยาเกษตรกร
สำหรับเกษตรกร ตัวเลขสำคัญที่สุดที่ต้องอ่านให้ถูกคือ 69,102.86 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ช่วยสะท้อนว่า เมื่อน้ำท่วมกระทบการผลิตทางการเกษตร ผลกระทบสามารถส่งต่อจากแปลงเกษตรไปยังโรงสี โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแป้งมัน ร้านอาหาร การขนส่ง ผู้ส่งออก และผู้บริโภคได้
แต่ไม่สามารถนำตัวเลขนี้ไปใช้เป็นยอดความเสียหายของเกษตรกรที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชย
การช่วยเหลือเกษตรกรต้องอาศัย การสำรวจพื้นที่และความเสียหายจริง การรับรองภัย และหลักเกณฑ์ช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง แยกจากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งนี้
ดังนั้น ข่าวนี้มีสาระสำคัญตรงที่น้ำท่วมอาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่าพื้นที่เกษตร แต่ต้องไม่เปลี่ยนคำว่า “ประเมินผลกระทบ 6.91 หมื่นล้านบาท” ให้กลายเป็น “เกษตรกรเสียหายแล้ว 6.91 หมื่นล้านบาท” เพราะเป็นคนละความหมาย
ข้อมูลการประเมิน : รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช / คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


