“รพีภัทร์” นั่งปลัดเกษตรคนที่ 33 เริ่ม 1 ต.ค. ชู “ตลาดนำการวิจัย” ผลิตของที่ขายได้ ก่อนดันเกษตรมูลค่าสูง

“รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” รับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่ 33 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประกาศเดินหน้าแนวทาง “ตลาดนำการวิจัย สู่สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” มุ่งเชื่อมความต้องการตลาดกับงานวิจัยและการผลิต หวังยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกร แต่ขณะนี้ยังเป็นทิศทางนโยบาย ต้องติดตามว่าจะถูกแปลงเป็นสินค้า ตลาด ผู้ซื้อ และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงอย่างไร
“รพีภัทร์” รับตำแหน่งปลัดเกษตรคนที่ 33
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งมอบงานตำแหน่งปลัดกระทรวงอย่างเป็นทางการ โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่ 33 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายรพีภัทร์ประกาศสานต่อนโยบายของกระทรวง พร้อมผลักดันแนวคิด “ตลาดนำการวิจัย สู่สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ให้เกิดการปฏิบัติจริง
เป้าหมายที่ประกาศไว้คือการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร ผ่านการเชื่อมตลาด งานวิจัย เทคโนโลยี และการผลิตทางการเกษตรเข้าด้วยกัน
“ตลาดนำการวิจัย” หมายความว่าอย่างไร?
สาระสำคัญของแนวทางที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ประกาศ คือการให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาดควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตร
แทนที่จะมองงานวิจัยเป็นปลายทางในตัวเอง แนวทางดังกล่าวต้องการให้องค์ความรู้และเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับการผลิต และเชื่อมโยงไปสู่สินค้าเกษตรที่มีตลาดรองรับ
ปลายทางที่วางไว้คือสินค้าเกษตรปลอดภัยและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
แต่คำว่า “มูลค่าสูง” ต้องแยกออกจาก “รายได้เกษตรกรสูง” เพราะสินค้าอาจมีมูลค่าปลายทางสูง แต่เกษตรกรอาจไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน หากต้นทุนสูงหรืออำนาจต่อรองในห่วงโซ่ยังต่ำ
เกษตรกรต้องดูมากกว่าคำว่า “มูลค่าสูง”
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากแนวทางนี้ไม่ใช่เพียงว่ารัฐจะส่งเสริมสินค้าอะไร แต่ต้องดูให้ถึงตลาดปลายทาง
คำถามสำคัญคือ สินค้าอะไรจะถูกเลือก ตลาดอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ซื้อ เกษตรกรต้องลงทุนเพิ่มเท่าไร ต้องผ่านมาตรฐานอะไร และราคาที่เกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
หากมีการพัฒนาสินค้าหรือเพิ่มคุณภาพ แต่ตลาดรองรับไม่เพียงพอ ก็ยังมีความเสี่ยงที่เกษตรกรจะต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มโดยไม่ได้รายได้เพิ่มตาม
ดังนั้น การพิสูจน์ผลของ “ตลาดนำการวิจัย” ในระยะต่อไปจะอยู่ที่การเชื่อมงานวิจัยไปถึงตลาดจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนโครงการวิจัยหรือจำนวนสินค้าที่ถูกพัฒนา
เร่งนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
นายรพีภัทร์ระบุว่าจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลต่อภาคการเกษตร
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายด้านรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่เริ่มดำรงตำแหน่ง ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในสถานะ ทิศทางและเป้าหมายการทำงาน
ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามาตรการใดมาตรการหนึ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรหรือรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นแล้ว
“วิณะโรจน์” ฝากโจทย์ภัยพิบัติ
ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ซึ่งส่งมอบหน้าที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ฝากภารกิจสำคัญเรื่องการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ
โดยเน้นทั้งการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุให้รวดเร็ว และการวางระบบเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบในระยะยาว
โจทย์นี้มีความสำคัญในช่วงที่หลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมและความเสี่ยงจากสภาพอากาศ
แต่การฝากภารกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นการประกาศมาตรการเยียวยาหรือวงเงินช่วยเหลือรอบใหม่ จึงต้องติดตามมาตรการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบแยกต่างหาก
3 เรื่องที่เกษตรกรควรจับตาต่อ
เรื่องแรกคือ “ตลาด” ว่ากระทรวงจะระบุตลาดและผู้ซื้อก่อนส่งเสริมการผลิตได้มากน้อยเพียงใด
เรื่องที่สองคือ “ต้นทุน” เพราะสินค้าเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูงอาจต้องใช้มาตรฐาน เทคโนโลยี หรือการลงทุนเพิ่มเติม
และเรื่องที่สามคือ “รายได้จริงของเกษตรกร” ซึ่งต้องวัดจากราคาที่เกษตรกรได้รับและรายได้สุทธิหลังหักต้นทุน ไม่ใช่ดูเพียงมูลค่าตลาดหรือยอดขายปลายทาง
การเริ่มงานของปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33 จึงมีโจทย์ชัดว่าจะเปลี่ยนคำว่า “ตลาดนำการวิจัย” จากแนวทางเชิงนโยบาย ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกษตรกรสัมผัสได้จริงอย่างไร
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


