ข้าวอินเดียแพงกว่าปีก่อน 8.5%! El Niño เพิ่มความเสี่ยงผลผลิต ไทยจับตาคู่แข่งตลาดข้าว

ราคาข้าวขายส่งเฉลี่ยทั่วอินเดียวันที่ 29 กันยายน 2569 อยู่ที่ 4,184.94 รูปีต่อ 100 กิโลกรัม สูงกว่าปีก่อน 8.48% ขณะที่อินเดียกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก El Niño ซึ่งอาจกระทบฝน ผลผลิต และราคาอาหารในระยะต่อไป แต่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่ยืนยันว่าราคาข้าวที่สูงขึ้นเกิดจาก El Niño และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าข้าวไทยจะได้ตลาดหรือราคาสูงขึ้น
ข้าวขายส่งอินเดียสูงกว่าปีก่อน 8.48%
ข้อมูลระบบติดตามราคาของ Department of Consumer Affairs รัฐบาลอินเดีย ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 ระบุว่า ราคาข้าวขายส่งเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 4,184.94 รูปีต่อ 100 กิโลกรัม
เมื่อเทียบกับวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 3,857.80 รูปีต่อ 100 กิโลกรัม ราคาปัจจุบันสูงขึ้น 8.48%
แต่หากเทียบระยะสั้นกับหนึ่งสัปดาห์ก่อน ราคาข้าวขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 4,169 รูปีต่อ 100 กิโลกรัม หมายความว่าราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.38%
ตัวเลขนี้จึงสะท้อนว่าราคาอยู่สูงกว่าปีก่อนค่อนข้างชัด แต่ไม่ได้หมายความว่าราคากำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายในสัปดาห์ล่าสุด
ที่สำคัญ ตัวเลขดังกล่าวเป็น ราคาขายส่งเฉลี่ยทั่วอินเดีย ไม่ใช่ราคาข้าวเปลือกหน้าไร่ และไม่ใช่ราคาส่งออกข้าวของอินเดีย
El Niño เป็นความเสี่ยงข้างหน้า ยังไม่ใช่สาเหตุของราคาที่ขึ้นแล้ว
Moneycontrol รายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า สถานการณ์ราคาอาหารอินเดียเริ่มมีความแตกต่างระหว่างสินค้า โดยข้าว ถั่ว และน้ำมันพืชเป็นกลุ่มที่ต้องติดตาม ท่ามกลางความเสี่ยงจาก El Niño
ประเด็นสำคัญคือ ยังไม่มีหลักฐานว่าการเคลื่อนไหวของราคาอาหารในช่วงล่าสุดเกิดจาก El Niño โดยตรง
ความเสี่ยงอยู่ในระยะต่อไป หาก El Niño ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลง กระทบฤดูมรสุม หรือทำให้ผลผลิตพืชลดลง จึงอาจส่งแรงกดดันต่อปริมาณสินค้าและราคาอาหารของอินเดีย
กระทรวงการคลังอินเดียเองยังเตือนว่า ไม่ควรเชื่อม El Niño เข้ากับผลผลิตทางการเกษตรแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับระบบชลประทาน ปริมาณน้ำ สภาพพืช สต็อกของรัฐบาล การจัดซื้อ และความสามารถในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ถั่ว Tur มากกว่า 125 รูปี/กก. น้ำมันพืชใช้ภาษีนำเข้าช่วยกดต้นทุน
ข้อมูลรัฐบาลอินเดียวันที่ 29 กันยายน ระบุว่า ถั่ว Tur หรือ Arhar Dal มีราคาขายปลีกเฉลี่ยทั่วประเทศ 125.95 รูปีต่อกิโลกรัม
ด้านน้ำมันพืช อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันดอกทานตะวันในระดับสูง จึงมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกด้วย
รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากรพื้นฐานสำหรับน้ำมันพืชหลายรายการตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน เพื่อช่วยลดต้นทุนนำเข้าและแรงกดดันต่อราคาภายในประเทศ
สะท้อนว่าอินเดียไม่ได้เผชิญความเสี่ยงด้านอาหารโดยไม่มีเครื่องมือรองรับ แต่กำลังใช้ทั้งนโยบายการค้า สต็อก การจัดซื้อของรัฐ และการนำเข้าเข้ามาบริหารสถานการณ์
ทำไมชาวนาไทยต้องติดตาม?
อินเดียเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดข้าวโลก ข้อมูล USDA Foreign Agricultural Service เคยระบุว่าการส่งออกข้าวไทยเผชิญการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากอินเดียและเวียดนาม
ดังนั้น หากสภาพอากาศทำให้ผลผลิตข้าวของอินเดียเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรืออินเดียปรับนโยบายด้านสต็อกและการส่งออก ย่อมเป็นปัจจัยที่ตลาดข้าวโลกและไทยต้องติดตาม
แต่สถานการณ์ในวันนี้ ยังไม่สามารถสรุปว่าไทยจะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม ราคาส่งออกข้าวไทยจะสูงขึ้น หรือราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาไทยได้รับจะเพิ่มขึ้น
แม้ราคาข้าวภายในอินเดียสูงกว่าปีก่อน 8.48% แต่ราคาขายส่งภายในประเทศ ราคาส่งออก และราคาข้าวเปลือกของเกษตรกรไทยเป็นคนละตลาดและมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
3 ตัวแปรที่ไทยต้องจับตาต่อ
ประเด็นแรก คือ ผลผลิตข้าวของอินเดีย ว่า El Niño และสภาพฝนจะสร้างผลกระทบจริงมากน้อยเพียงใด
ประเด็นที่สอง คือ ราคาส่งออกข้าวอินเดียเทียบกับไทยและประเทศคู่แข่ง เพราะเป็นตัวเลขที่สะท้อนการแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ตรงกว่าราคาขายส่งภายในอินเดีย
และประเด็นที่สาม คือ นโยบายของรัฐบาลอินเดีย ทั้งการบริหารสต็อก การจัดซื้อ และมาตรการส่งออก ซึ่งสามารถเปลี่ยนปริมาณข้าวที่เข้าสู่ตลาดโลกได้
ดังนั้น ข่าวนี้เป็นสัญญาณให้ไทย “จับตาคู่แข่ง” มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าไทยได้ประโยชน์จาก El Niño แล้ว
ข้อมูลประกอบผลต่อไทย : USDA Foreign Agricultural Service
ที่มา : Moneycontrol
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


