อยุธยาน้ำล้นตลิ่งแล้ว 6 อำเภอ 5,030 ครัวเรือน! เจ้าพระยาระบาย 1,750 คิว/วินาที—เร่งกันน้ำโบราณสถาน

สถานการณ์น้ำพระนครศรีอยุธยาขยายวง ล่าสุดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 6 อำเภอ รวม 5,030 ครัวเรือน หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผู้ว่าฯ สั่งเตรียมศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งเสริมแนวบังเกอร์ป้องกันโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม
จากเสนา ขยายเป็นภาพรวม 6 อำเภอ
วันที่ 24 กันยายน 2569 นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ริมแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น
ข้อมูลที่ประชาชาติธุรกิจอ้างจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าบริเวณบ้านเรือนประชาชน นอกคันกั้นน้ำ 6 อำเภอ รวม 5,030 ครัวเรือน
6 อำเภอประกอบด้วย เสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา และบางปะอิน
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการจากรายงานวันที่ 21 กันยายน ซึ่งขณะนั้นข่าวของจังหวัดยังเน้นสถานการณ์บริเวณ อำเภอเสนาและพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย เป็นหลัก
เตรียมศูนย์ช่วยเหลือ–ศูนย์พักพิง
ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ระบุว่า จังหวัดติดตามการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง และได้เตรียมกำลังพลกับทรัพยากรสำหรับช่วยเหลือประชาชน
แผนรับมือครอบคลุมการเตรียม ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ศูนย์พักพิง หน่วยแพทย์ กำลังพลและหน่วยสนับสนุน รวมถึงการช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงในพื้นที่ได้รับผลกระทบ
วัดไชยวัฒนารามเร่งเสริมบังเกอร์
อีกพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม
ข้อมูลต้นทางระบุว่า เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งบังเกอร์ป้องกันน้ำ 138 แผ่น รวมระยะทาง 165 เมตร สูง 1.90 เมตร พร้อมเตรียมกระสอบทรายเบื้องต้น 1,000 กระสอบ และสามารถเพิ่มได้หากระดับน้ำสูงขึ้น
มาตรการดังกล่าวเป็นการ เตรียมป้องกันโบราณสถาน จึงไม่ควรเขียนว่าตัวโบราณสถานถูกน้ำท่วมเสียหายแล้ว
5,030 ครัวเรือน ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายเกษตร
สำหรับเกษตรกร ต้องแยกตัวเลขให้ชัด
จำนวน 5,030 ครัวเรือน เป็นจำนวนครัวเรือนในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่ได้รับผลกระทบตามรายงาน ไม่ใช่จำนวนครัวเรือนเกษตรที่ยืนยันว่าพืชผลเสียหายแล้ว
ข้อมูลชุดนี้ยังไม่มีตัวเลขรวม พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ พื้นที่พืชผลเสียหาย หรือมูลค่าความเสียหายทางการเกษตรของทั้ง 6 อำเภอ
จึงยังไม่ควรนำจำนวนครัวเรือนไปสรุปเป็นความเสียหายของภาคเกษตร
เกษตรกรพื้นที่ลุ่มต้องจับตาระดับน้ำต่อ
จังหวัดขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศจากทางราชการ และยกสิ่งของจำเป็นขึ้นที่สูง เพื่อลดความเสียหายหากสถานการณ์น้ำเพิ่มขึ้น
สำหรับภาคเกษตร สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ระดับและอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รวมถึงการสำรวจพื้นที่เกษตรหลังน้ำเข้าพื้นที่ เพื่อให้ทราบว่าพืชผลและพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจริงมากน้อยเพียงใด
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


