ช่องว่างสวนยาง–สวนปาล์ม อย่าปล่อยว่าง! ม.ทักษิณชวนปลูก “ข้าวไร่” เพิ่มอาหาร–ต่อยอดรายได้จากพื้นที่เดิม

มหาวิทยาลัยทักษิณนำแนวคิด “หนำข้าวไร่” และภูมิปัญญาการปลูกข้าวพื้นถิ่นของภาคใต้กลับมาต่อยอดเป็นทางเลือกให้เกษตรกรพัทลุง ใช้พื้นที่ว่างระหว่างสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันที่มีสภาพเหมาะสมปลูกข้าวไร่ โดยไม่ต้องปรับพื้นที่เป็นนาขังน้ำ หวังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่ายครัวเรือน และเปิดโอกาสต่อยอดผลผลิตเป็นรายได้เสริม
วันที่ 5 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยทักษิณจัดกิจกรรม “หนำข้าวไร่ สืบสานสายใยอาหารถิ่นพัทลุง” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบเกษตรแบบบูรณาการผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้ากับข้าวพื้นถิ่น ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร หมู่ 13 ตำบลเกาะเต่า อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง
*รศ.ดร.อมรรัตน์ ถนนแก้ว ประธานหลักสูตร วท.บ.วิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ** กล่าวว่า แนวคิด “หนำข้าวไร่” เป็นการนำข้าวพื้นถิ่นกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว โดยสามารถปลูกข้าวแซมในพื้นที่สวนยางหรือสวนปาล์มที่เหมาะสมได้ ไม่จำเป็นต้องปรับพื้นที่ให้เป็นนาข้าวแบบทั่วไป
เป้าหมายคือให้ครัวเรือนสามารถผลิตข้าวไว้บริโภค และหากมีผลผลิตเหลือก็สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
ข้าวไม่จำเป็นต้องอยู่ในนาขังน้ำ
“ข้าวไร่” มีรูปแบบการปลูกแตกต่างจากข้าวนาสวน โดยสามารถปลูกในพื้นที่ดอน พื้นที่สูง หรือพื้นที่ลาดชัน และไม่จำเป็นต้องมีน้ำขังตลอดช่วงการผลิต
การปลูกสามารถใช้วิธีหยอดเมล็ดหรือปลูกเป็นหลุมตามระยะที่เหมาะสม
พันธุ์ข้าวพื้นถิ่นที่นำมาส่งเสริมในกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ ข้าวเหนียวดำ ข้าวหอมดอกพะยอม และข้าวหอมหัวบอน
การใช้พันธุ์พื้นถิ่นยังเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ความหลากหลายของข้าวในพื้นที่ และสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ได้
ใช้พื้นที่ระหว่างแถวให้เกิดประโยชน์
จุดเด่นของแนวทางนี้คือ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่นาเพิ่มเติม
หากสวนยางหรือสวนปาล์มมีพื้นที่ระหว่างแถวที่ยังได้รับแสงเพียงพอและสภาพดินเหมาะสม สามารถนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ผลิตอาหารเพิ่มได้
ในเชิงเศรษฐกิจ ประโยชน์อาจไม่ได้เริ่มจากรายได้จากการขายข้าว
แต่เริ่มจาก “รายจ่ายที่ลดลง” หากครัวเรือนสามารถผลิตข้าวบางส่วนไว้บริโภคเอง
เมื่อมีผลผลิตมากกว่าความต้องการในครัวเรือน จึงสามารถพัฒนาไปสู่การจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
กิจกรรมครั้งนี้ยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารพื้นถิ่น โดยชุมชนร่วมเรียนรู้ทั้งการปลูกและการนำข้าวไร่มาพัฒนาเป็นอาหารและขนมพื้นบ้าน
ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงร่วมสนับสนุนองค์ความรู้
การดำเนินงานได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านพันธุ์ข้าวและวิธีการปลูก
ขณะที่มหาวิทยาลัยทักษิณทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยกับชุมชน เพื่อให้รูปแบบการผลิตสอดคล้องกับทรัพยากรและวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่
แนวคิดการปลูกข้าวไร่แซมสวนยางหรือสวนปาล์มไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด
ประเทศไทยมีประสบการณ์ส่งเสริมระบบดังกล่าวมาก่อน โดยข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่นิคมสหกรณ์อ่าวลึกระบุว่า เคยมีการศึกษาพันธุ์ข้าวไร่สำหรับปลูกเป็นพืชแซมระหว่างแถวปาล์มน้ำมันในช่วงที่ปาล์มมีอายุประมาณ 1–2 ปี
จึงมีองค์ความรู้เดิมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ภาคใต้ในปัจจุบันได้
ไม่ใช่สวนทุกแห่งจะเหมาะกับข้าวไร่
แม้แนวคิดจะน่าสนใจ แต่เกษตรกรไม่ควรตีความว่า พื้นที่ว่างในสวนยางหรือสวนปาล์มทุกแห่งสามารถนำไปปลูกข้าวไร่ได้ทันที
ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณแสง สภาพดิน ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ความลาดชัน อายุของต้นยางหรือต้นปาล์ม ระยะปลูก และพันธุ์ข้าวที่เลือกใช้
สวนอายุน้อยที่พื้นที่ระหว่างแถวยังเปิดรับแสงได้ดี อาจมีศักยภาพมากกว่าสวนอายุมากที่เรือนยอดปิดและมีร่มเงาสูง
การปลูกพืชแซมยังต้องพิจารณาการแข่งขันเรื่องน้ำและธาตุอาหารกับพืชหลัก รวมถึงต้นทุนแรงงานในการปลูกและเก็บเกี่ยวด้วย
ดังนั้น ก่อนขยายพื้นที่ควรทดลองในพื้นที่ขนาดเล็กและขอคำแนะนำจากหน่วยงานด้านข้าวหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก่อน
จาก “พื้นที่ว่าง” สู่ความมั่นคงทางอาหาร
แนวคิดหนำข้าวไร่มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกร
ชาวสวนยางยังสามารถมีรายได้หลักจากยาง
ชาวสวนปาล์มยังคงผลิตปาล์มน้ำมัน
แต่ในช่วงที่สภาพสวนเอื้ออำนวย พื้นที่ระหว่างแถวสามารถถูกนำมาใช้ผลิตอาหารอีกชนิดหนึ่ง
หากทำได้โดยไม่กระทบพืชหลัก พื้นที่เดิมก็สามารถสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้น
ในช่วงที่ต้นทุนครัวเรือนและต้นทุนการเกษตรอยู่ในระดับสูง การผลิตอาหารไว้บริโภคเองจึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่ได้ปรากฏในรูปของรายได้จากการขายทั้งหมด
สำหรับเกษตรกร แนวคิดสำคัญจากโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า
“สวนยางปลูกข้าวได้หรือไม่?”
แต่ควรถามว่า
“พื้นที่ที่เรามีอยู่ มีช่วงไหนหรือจุดไหนที่ยังสามารถสร้างอาหารหรือรายได้เพิ่มเติม โดยไม่กระทบพืชหลัก?”
หากคำตอบคือมี และสภาพพื้นที่เหมาะสม “ข้าวไร่” ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกรภาคใต้ในการใช้ประโยชน์จากที่ดินเดิมให้คุ้มค่ามากขึ้น
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #ข้าวไร่ #หนำข้าวไร่ #มหาวิทยาลัยทักษิณ #พัทลุง #สวนยาง #สวนปาล์ม #ยางพารา #ปาล์มน้ำมัน #ข้าวพื้นถิ่น #เกษตรผสมผสาน #เกษตรกร


