เจ้าพระยาต้องจับตา! วางกรอบระบายน้ำ 1,500–2,000 ลบ.ม./วินาที ท้ายน้ำเสี่ยงกว่า 1.81 แสนไร่—ระดับน้ำอาจขึ้นอีก 30 ซม.–1.10 เมตร

หน่วยงานด้านน้ำหารือแนวทางบริหารน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในกรอบ 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับน้ำจากตอนบน โดยประเมินว่าหากปริมาณน้ำผ่านเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ระดับน้ำท้ายน้ำอาจเพิ่มประมาณ 0.30–1.10 เมตร และมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 181,313 ไร่ แต่ต้องแยกให้ชัดว่าเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ไม่ใช่พื้นที่เกษตรเสียหายแล้ว และกรอบสูงสุด 2,000 ลบ.ม./วินาทียังไม่ควรถูกเขียนว่าเป็นอัตราระบายจริงในขณะนี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยข้อมูลการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.
การประชุมจัดผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธาน ณ ห้องประชุมน้ำมูล ชั้น 12 สทนช.
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เข้าร่วมประชุม
ประเด็นสำคัญคือการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ พร้อมพิจารณาแนวทางบริหารน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชนกับพื้นที่การเกษตรท้ายน้ำ
วางกรอบระบายน้ำ 1,500–2,000 ลบ.ม./วินาที
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ที่ประชุมพิจารณาแนวทางบริหารและระบายน้ำผ่าน เขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เป้าหมายคือรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน ควบคู่กับการแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำและบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็นกรอบแนวทางที่อยู่ในการพิจารณาบริหารน้ำ
จึงไม่ควรนำตัวเลขสูงสุด 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไปเขียนว่าเป็นอัตราที่เขื่อนเจ้าพระยากำลังระบายอยู่แล้วในขณะนี้
ระดับน้ำอาจเพิ่ม 0.30–1.10 เมตร
หากปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในช่วงดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า คาดว่าระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.30–1.10 เมตร
คำว่า “อาจเพิ่มขึ้น” มีความสำคัญ เพราะเป็นการประเมินผลภายใต้เงื่อนไขของปริมาณน้ำผ่านเขื่อน ไม่ใช่ระดับน้ำที่เกิดขึ้นเท่ากันทุกพื้นที่แล้ว
ระดับน้ำจริงของแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับสภาพลำน้ำ ภูมิประเทศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่นั้น ๆ
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 181,313 ไร่
อีกตัวเลขสำคัญคือ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมท้ายน้ำประมาณ 181,313 ไร่
สำหรับภาคเกษตร ต้องระวังการใช้ตัวเลขนี้เป็นพิเศษ
181,313 ไร่ = พื้นที่เสี่ยง
ไม่ใช่ 181,313 ไร่ = พื้นที่เกษตรเสียหาย
การจะระบุพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบหรือเสียหายจริง จำเป็นต้องรอการสำรวจสถานการณ์หลังน้ำเข้าพื้นที่และแยกประเภทพื้นที่ให้ชัดเจน
ดังนั้นยังไม่ควรนำตัวเลข 181,313 ไร่ไปคำนวณมูลค่าความเสียหายทางการเกษตร
ทำไมพื้นที่ท้ายน้ำต้องเตรียมตัว?
การบริหารน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีผลต่อระดับน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ
เมื่อมีน้ำจากตอนบนไหลลงมา หน่วยงานจำเป็นต้องบริหารการระบายผ่านเขื่อน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่ด้านล่าง
สถานการณ์ช่วงปลายเดือนกันยายนยิ่งต้องติดตามใกล้ชิด เพราะประเทศไทยยังมีความเสี่ยงฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้ต้องดูทั้งน้ำจากตอนบนและฝนที่ตกในพื้นที่ควบคู่กัน
เกษตรกรควรดูตัวเลขไหน?
สำหรับคนมีพื้นที่เกษตรอยู่ในลุ่มเจ้าพระยา ไม่ควรดูเพียงตัวเลขระบายของเขื่อนตัวเดียว
สิ่งที่ต้องติดตามพร้อมกันคือ อัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองใกล้พื้นที่ ปริมาณฝน และประกาศแจ้งเตือนระดับจังหวัดหรืออำเภอ
เพราะพื้นที่แต่ละจุดไม่ได้รับผลกระทบพร้อมกันหรือมีระดับน้ำเพิ่มเท่ากันทั้งหมด
โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ที่เคยมีประวัติน้ำเอ่อล้น ควรติดตามประกาศของหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
3 ตัวเลขที่ต้องแยกให้ชัด
สถานการณ์รอบนี้สามารถสรุปตัวเลขสำคัญได้ 3 ชุด
1,500–2,000 ลบ.ม./วินาที
เป็นกรอบแนวทางการบริหารและระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
0.30–1.10 เมตร
เป็นระดับน้ำที่คาดว่าอาจเพิ่มขึ้น หากปริมาณน้ำผ่านเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว
181,313 ไร่
เป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมท้ายน้ำ ไม่ใช่พื้นที่เกษตรเสียหายแล้ว
สำหรับเกษตรกร ความสำคัญของข่าวนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การตื่นตระหนกกับตัวเลข 1.81 แสนไร่ แต่คือการตรวจว่าพื้นที่ของตนอยู่ในแนวเสี่ยงหรือไม่ และติดตามประกาศระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูล ณ วันที่ 23 กันยายน 2569
ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


