แชร์

ส่งออก-นำเข้าทุเรียนต้องส่งหลักฐาน “ทุกครั้ง” มกอช.กำหนดทั้งใบรับรอง-แหล่งวัตถุดิบ ฝ่าฝืนเสี่ยงพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต

อัพเดทล่าสุด: 23 ก.ย. 2026
27 ผู้เข้าชม

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออกประกาศกำหนดหลักฐานประกอบการส่งออกและนำเข้าทุเรียน ภายใต้มาตรฐานบังคับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ โดยผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องส่งหลักฐานก่อนดำเนินการทุกครั้ง หากไม่ส่งหรือไม่ปฏิบัติตาม สำนักงานสามารถดำเนินการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้วแต่กรณี

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออก ประกาศสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง การส่งหลักฐานประกอบการส่งออกหรือนำเข้าเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพ แหล่งที่มา และจำนวนวัตถุดิบ สำหรับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. 2567

ประกาศดังกล่าวเผยแพร่ใน ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 กันยายน 2569 หน้า 53–54

สาระสำคัญคือการกำหนดหลักฐานที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องส่งให้สำนักงาน ก่อนการส่งออกไปต่างประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศทุกครั้ง

ผู้ส่งออกต้องส่งอะไร?

สำหรับการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ ผู้ส่งออกต้องส่งหลักฐานก่อนการส่งออกทุกครั้ง ประกอบด้วย

1. สำเนาใบรับรองมาตรฐาน

เป็นสำเนาใบรับรองมาตรฐานตามหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ

2. ข้อมูลแหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบ

ให้แจ้งตามแบบหนังสือแจ้งการส่งออก

ข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการแสดงแหล่งที่มาและปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการส่งออก

3. เอกสารอื่นเพิ่มเติม

หากประเทศคู่ค้าหรือสำนักงานกำหนดเอกสารเพิ่มเติม ผู้ส่งออกต้องดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าวด้วย

ผู้นำเข้าต้องส่งอะไร?

สำหรับการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าต้องส่งหลักฐานก่อนการนำเข้าทุกครั้ง ประกอบด้วย

1. สำเนาใบรับรองมาตรฐาน

สามารถเป็นสำเนาใบรับรองตามมาตรฐานดังกล่าว หรือสำเนาใบรับรองมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าและสำนักงานให้การยอมรับ

2. ข้อมูลสถานที่เก็บสินค้า

ให้แจ้งตามแบบหนังสือแจ้งการนำเข้า

3. เอกสารอื่นตามที่สำนักงานกำหนดเพิ่มเติม

หากสำนักงานกำหนดเอกสารประกอบเพิ่มเติม ผู้นำเข้าต้องส่งให้ครบตามข้อกำหนด

“ทุกครั้ง” คือจุดสำคัญของประกาศ

ประกาศใช้ถ้อยคำกำหนดให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าส่งหลักฐาน ก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ดังนั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกหรือนำเข้าทุเรียนต้องตรวจสอบเอกสารประกอบแต่ละรายการให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการ

โดยเฉพาะฝั่งส่งออก ซึ่งต้องมีทั้งใบรับรองมาตรฐานและข้อมูลแหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบตามแบบหนังสือแจ้งการส่งออก

ไม่ส่งหลักฐาน เสี่ยงพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต

ประกาศระบุถึงกรณีผู้ได้รับใบอนุญาต ไม่ส่งหลักฐานหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ

สำนักงานจะดำเนินการ สั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต แล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ หากมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จหรือใช้เอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำด้านเอกสาร แต่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบการ

แล้วเกี่ยวอะไรกับชาวสวนทุเรียน?

หน้าที่ในการส่งหลักฐานตามประกาศนี้กำหนดไว้กับ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า

จึงไม่ควรตีความว่าชาวสวนทุเรียนทุกสวนต้องไปยื่นหนังสือแจ้งการส่งออกด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมาถึงต้นทางของผลผลิต เพราะผู้ส่งออกต้องแจ้ง แหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบ

ขณะเดียวกัน ทุเรียนที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ

สำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตเข้าสู่ล้งหรือโรงคัดบรรจุเพื่อการส่งออก จึงควรติดตามข้อกำหนดการรับผลผลิตและข้อมูลแหล่งที่มาที่ผู้ประกอบการต้องใช้ เพื่อให้ข้อมูลของสวนและผลผลิตสอดคล้องกับระบบที่เกี่ยวข้อง

ไม่ใช่ “จีนออกกฎใหม่”

อีกจุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ผู้ออกประกาศฉบับนี้คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติของไทย

จึงไม่ควรนำไปอธิบายว่าเป็นกฎใหม่ที่ประเทศจีนเพิ่งกำหนดกับทุเรียนไทย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ส่งออก ประกาศเปิดไว้ว่าอาจมี เอกสารอื่นตามที่ประเทศคู่ค้าหรือสำนักงานกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งผู้ประกอบการต้องตรวจสอบตามตลาดปลายทางของตนเอง

22 ก.ย. คือวันเผยแพร่ ไม่ใช่วันที่ควรอนุมานว่ามีผล

ประกาศฉบับนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 กันยายน 2569

แต่วันที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาไม่ควรถูกนำไปตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็น วันที่เริ่มมีผลบังคับใช้ หากยังไม่ได้ตรวจบทบัญญัติเรื่องวันมีผลของประกาศให้ชัดเจน

ดังนั้นข้อมูล ณ ขณะนี้ควรแยกสถานะเป็น

วันที่เผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา : 22 กันยายน 2569

ส่วน วันที่มีผลบังคับใช้ : ยังไม่ควรอนุมานจากวันที่เผยแพร่เพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญคือศึกษาประกาศและแบบหนังสือที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนดำเนินการส่งออกหรือนำเข้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการอนุญาตและสถานะใบอนุญาต

เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา : 22 กันยายน 2569

ที่มา : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ / ราชกิจจานุเบกษา / กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้