ส่งออก-นำเข้าทุเรียนต้องส่งหลักฐาน “ทุกครั้ง” มกอช.กำหนดทั้งใบรับรอง-แหล่งวัตถุดิบ ฝ่าฝืนเสี่ยงพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออกประกาศกำหนดหลักฐานประกอบการส่งออกและนำเข้าทุเรียน ภายใต้มาตรฐานบังคับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ โดยผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องส่งหลักฐานก่อนดำเนินการทุกครั้ง หากไม่ส่งหรือไม่ปฏิบัติตาม สำนักงานสามารถดำเนินการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้วแต่กรณี
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออก ประกาศสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง การส่งหลักฐานประกอบการส่งออกหรือนำเข้าเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพ แหล่งที่มา และจำนวนวัตถุดิบ สำหรับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. 2567
ประกาศดังกล่าวเผยแพร่ใน ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 กันยายน 2569 หน้า 53–54
สาระสำคัญคือการกำหนดหลักฐานที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องส่งให้สำนักงาน ก่อนการส่งออกไปต่างประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศทุกครั้ง
ผู้ส่งออกต้องส่งอะไร?
สำหรับการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ ผู้ส่งออกต้องส่งหลักฐานก่อนการส่งออกทุกครั้ง ประกอบด้วย
1. สำเนาใบรับรองมาตรฐาน
เป็นสำเนาใบรับรองมาตรฐานตามหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ
2. ข้อมูลแหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบ
ให้แจ้งตามแบบหนังสือแจ้งการส่งออก
ข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการแสดงแหล่งที่มาและปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการส่งออก
3. เอกสารอื่นเพิ่มเติม
หากประเทศคู่ค้าหรือสำนักงานกำหนดเอกสารเพิ่มเติม ผู้ส่งออกต้องดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าวด้วย
ผู้นำเข้าต้องส่งอะไร?
สำหรับการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าต้องส่งหลักฐานก่อนการนำเข้าทุกครั้ง ประกอบด้วย
1. สำเนาใบรับรองมาตรฐาน
สามารถเป็นสำเนาใบรับรองตามมาตรฐานดังกล่าว หรือสำเนาใบรับรองมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าและสำนักงานให้การยอมรับ
2. ข้อมูลสถานที่เก็บสินค้า
ให้แจ้งตามแบบหนังสือแจ้งการนำเข้า
3. เอกสารอื่นตามที่สำนักงานกำหนดเพิ่มเติม
หากสำนักงานกำหนดเอกสารประกอบเพิ่มเติม ผู้นำเข้าต้องส่งให้ครบตามข้อกำหนด
“ทุกครั้ง” คือจุดสำคัญของประกาศ
ประกาศใช้ถ้อยคำกำหนดให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าส่งหลักฐาน ก่อนดำเนินการทุกครั้ง
ดังนั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกหรือนำเข้าทุเรียนต้องตรวจสอบเอกสารประกอบแต่ละรายการให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการ
โดยเฉพาะฝั่งส่งออก ซึ่งต้องมีทั้งใบรับรองมาตรฐานและข้อมูลแหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบตามแบบหนังสือแจ้งการส่งออก
ไม่ส่งหลักฐาน เสี่ยงพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต
ประกาศระบุถึงกรณีผู้ได้รับใบอนุญาต ไม่ส่งหลักฐานหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ
สำนักงานจะดำเนินการ สั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต แล้วแต่กรณี
นอกจากนี้ หากมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จหรือใช้เอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำด้านเอกสาร แต่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบการ
แล้วเกี่ยวอะไรกับชาวสวนทุเรียน?
หน้าที่ในการส่งหลักฐานตามประกาศนี้กำหนดไว้กับ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า
จึงไม่ควรตีความว่าชาวสวนทุเรียนทุกสวนต้องไปยื่นหนังสือแจ้งการส่งออกด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมาถึงต้นทางของผลผลิต เพราะผู้ส่งออกต้องแจ้ง แหล่งที่มาและจำนวนวัตถุดิบ
ขณะเดียวกัน ทุเรียนที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ
สำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตเข้าสู่ล้งหรือโรงคัดบรรจุเพื่อการส่งออก จึงควรติดตามข้อกำหนดการรับผลผลิตและข้อมูลแหล่งที่มาที่ผู้ประกอบการต้องใช้ เพื่อให้ข้อมูลของสวนและผลผลิตสอดคล้องกับระบบที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่ “จีนออกกฎใหม่”
อีกจุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ผู้ออกประกาศฉบับนี้คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติของไทย
จึงไม่ควรนำไปอธิบายว่าเป็นกฎใหม่ที่ประเทศจีนเพิ่งกำหนดกับทุเรียนไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ส่งออก ประกาศเปิดไว้ว่าอาจมี เอกสารอื่นตามที่ประเทศคู่ค้าหรือสำนักงานกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งผู้ประกอบการต้องตรวจสอบตามตลาดปลายทางของตนเอง
22 ก.ย. คือวันเผยแพร่ ไม่ใช่วันที่ควรอนุมานว่ามีผล
ประกาศฉบับนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 กันยายน 2569
แต่วันที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาไม่ควรถูกนำไปตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็น วันที่เริ่มมีผลบังคับใช้ หากยังไม่ได้ตรวจบทบัญญัติเรื่องวันมีผลของประกาศให้ชัดเจน
ดังนั้นข้อมูล ณ ขณะนี้ควรแยกสถานะเป็น
วันที่เผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา : 22 กันยายน 2569
ส่วน วันที่มีผลบังคับใช้ : ยังไม่ควรอนุมานจากวันที่เผยแพร่เพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญคือศึกษาประกาศและแบบหนังสือที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนดำเนินการส่งออกหรือนำเข้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการอนุญาตและสถานะใบอนุญาต
เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา : 22 กันยายน 2569
ที่มา : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ / ราชกิจจานุเบกษา / กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


