แชร์

ช่วงข้าวออกรวงเสี่ยงโรค-แมลง! จีนจับตาโรคไหม้ เพลี้ยกระโดด หนอนห่อใบ—ใช้เทคโนโลยีช่วยเจอปัญหาให้เร็วขึ้น

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.ย. 2026
27 ผู้เข้าชม

รัฐบาลนครหนานจิงอ้างรายงาน Nanjing Daily วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า นาข้าวหลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ระยะออกรวง ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการสร้างผลผลิตและเป็นช่วงเสี่ยงของโรคไหม้ หนอนห่อใบ และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงมีการส่งผู้เชี่ยวชาญลงแปลง ควบคู่กับการใช้ไฟดักแมลง IoT และโดรนตรวจแปลงเพื่อช่วยเฝ้าระวัง

ข่าวจริง เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 เวลา 10:02 น.

เว็บไซต์รัฐบาลนครหนานจิงเผยแพร่ข่าววันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 10:02 น. โดยระบุแหล่งข่าวเป็น Nanjing Daily

ช่วงเวลาดังกล่าว ข้าวในหลายพื้นที่ของหนานจิงกำลังเข้าสู่ระยะเริ่มออกรวง ซึ่งเป็นทั้งช่วงสำคัญของการสร้างผลผลิตและช่วงที่โรคแมลงหลายชนิดมีโอกาสระบาดสูงขึ้น

แหล่งข่าวระบุความเสี่ยงหลัก ได้แก่

- โรคไหม้
- หนอนห่อใบ
- เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ผู้เชี่ยวชาญลงดูแปลงจริง

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่คือ Long Weihua ศาสตราจารย์จาก Jiangsu Open University

เขาลงดูแปลงในเขต六合 ตรวจสภาพใบและต้นข้าวเพื่อประเมินระยะการเจริญ และให้คำแนะนำผู้ปลูกเรื่องจังหวะการจัดการโรคแมลงและปุ๋ยน้ำให้เหมาะกับสภาพแปลงจริง

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในโครงการยกระดับผลผลิตระบบหมุนเวียนข้าว-ข้าวสาลี/พืชน้ำมัน โดยปีนี้ครอบคลุม 9 ตำบล/เขต ผู้ปลูก 151 ราย พื้นที่รวม 77,300 หมู่

ทีมผู้เชี่ยวชาญได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำครบ 4 รอบ แล้ว

ใช้เทคโนโลยีช่วยเฝ้าระวังแมลง

นอกจากการลงแปลงของนักวิชาการ หนานจิงยังใช้เทคโนโลยีช่วยติดตามแมลงและความเสี่ยงในแปลง

ในเขต江宁 มีการใช้ไฟดักแมลงเชื่อมต่อ IoT เพื่อส่งข้อมูลแมลงกลับเข้าระบบแบบเรียลไทม์ สามารถช่วยจำแนกชนิดและประเมินความหนาแน่นของแมลงได้

ระบบดังกล่าวพัฒนาโดย Nanjing Hundun Information Technology Co., Ltd. ร่วมกับ Nanjing Agricultural University

แหล่งข่าวรายงานว่า ระบบมีความแม่นยำในการจำแนกแมลง 94.2% ช่วยลดแรงงาน 53.9% และลดการใช้สาร 36.4%

โดรนตรวจ 500 หมู่ใน 10 นาที

อีกพื้นที่หนึ่งใน江北新区 มีการใช้โดรนติดกล้อง multispectral บินสำรวจแปลงตามเส้นทางที่กำหนดไว้

ข่าวระบุว่า ภายในประมาณ 10 นาที สามารถรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ 500 หมู่ ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต ภาวะธาตุอาหาร และดัชนีความเสี่ยงโรคแมลง เพื่อนำไปสร้างคำแนะนำการจัดการแปลง

ขณะที่บางพื้นที่ใช้ไฟดักแมลงอัจฉริยะ เครื่องตรวจแมลงขนาดเล็ก และอุปกรณ์ติดตามโรคแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ตรวจพบปัญหาเร็วขึ้น

ยังมีความเสี่ยงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

สำนักงานเกษตรและชนบทนครหนานจิงระบุว่า ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันโรคและแมลงในระยะออกรวง

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งสภาพอากาศเดือนกันยายน ปริมาณแมลงในแปลง ความเป็นไปได้ของแมลงอพยพเข้ามาจากพื้นที่อื่น และปัญหาการดื้อสาร พบว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคแมลงช่วงออกรวงยังมีความเสี่ยงระบาดหนักในบางพื้นที่

หน่วยงานจึงเน้นให้ผู้ปลูกเพิ่มความถี่ในการสำรวจแปลงและประสานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เมื่อพบปัญหา

ตัวเลข 94.2% และลดสาร 36.4% ต้องอ่านให้ถูก

ตัวเลขประสิทธิภาพของระบบที่รายงานในข่าวเป็น ข้อมูลจากระบบที่ใช้งานในจีน

ไม่ใช่ผลทดลองในประเทศไทย

จึงไม่ควรนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้รับรองว่า เกษตรกรไทยจะลดแรงงานหรือลดการใช้สารได้ในสัดส่วนเดียวกัน

ประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับชนิดแมลง แปลงปลูก สภาพอากาศ ระบบเซนเซอร์ และวิธีนำข้อมูลไปใช้

เกี่ยวอะไรกับชาวนาไทย

สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีหนานจิงคือการเอา คน + ข้อมูล + เทคโนโลยี มาทำงานร่วมกัน

ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแทนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด แต่ใช้เครื่องมือช่วยให้ตรวจพบปัญหาเร็วขึ้น แล้วให้เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินใจอีกชั้น

สำหรับไทย แนวคิดนี้นำมาปรับใช้ได้ในแง่การเฝ้าระวัง เช่น

- สำรวจแปลงให้ถี่ขึ้นในช่วงเสี่ยง
- ใช้กับดักหรือระบบติดตามแมลง
- ใช้โดรนช่วยสำรวจพื้นที่กว้าง
- ส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ช่วยประเมิน

แต่ ไม่ควรนำสูตรสารหรืออัตราใช้จากจีนมาใช้โดยตรง เพราะทะเบียนสาร สภาพแปลง และคำแนะนำทางวิชาการของไทยอาจต่างกัน

สรุป

ข่าวนี้จริงและเผยแพร่วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 10:02 น. ตามหน้ารัฐบาลนครหนานจิง

สาระสำคัญคือ หนานจิงกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังโรคและแมลงของข้าวระยะออกรวง โดยใช้ทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ ระบบไฟดักแมลง IoT และโดรนช่วยสำรวจแปลง

พื้นที่六合 มีผู้ปลูก 151 รายใน 9 ตำบล/เขต ครอบคลุม 77,300 หมู่ และมีการลงพื้นที่ให้คำแนะนำแล้ว 4 รอบ

ระบบตรวจแมลงบางชุดถูกแหล่งข่าวจีนรายงานว่าจำแนกแมลงได้ 94.2% ลดแรงงาน 53.9% และลดการใช้สาร 36.4%

สำหรับชาวนาไทย ข่าวนี้จึงควรอ่านเป็น ตัวอย่างระบบเฝ้าระวังโรคแมลงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยี ไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือคำรับรองว่าจะได้ผลเท่ากันในไทยครับ

ที่มา : รัฐบาลนครหนานจิง อ้าง Nanjing Daily

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้