ผลไม้ไทยครอง 66% ตลาด Higreen จีน พาณิชย์ขอหนุนนำเข้าต่อ พร้อมหารือ AI ช่วยเกษตร-ส่งออก

กระทรวงพาณิชย์หารือผู้บริหารตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen ในนครหนานหนิง ขอสนับสนุนการนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง หลัง 8 เดือนแรกปี 2569 ผลไม้จากไทยเข้าสู่ตลาดกว่า 105,000 ตัน คิดเป็น 66% ของผลไม้นำเข้าจากอาเซียน พร้อมเยี่ยมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน หารือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับภาคเกษตรและการส่งออก แต่ยังไม่มีข้อมูลคำสั่งซื้อผลไม้เพิ่มที่ยืนยันแล้ว
ข่าวเผยแพร่ 19 ก.ย. เหตุการณ์เกิด 18 ก.ย.
ศูนย์ข่าวกระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ข่าววันที่ 19 กันยายน 2569 โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะ เดินทางเยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen ในนครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน
การหารือมีทั้งสถานการณ์ผลไม้ไทยในตลาดจีน แนวทางส่งเสริมการขาย การสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคจีน และการขอให้ตลาดสนับสนุนการนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง
ไทยยังเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งจากอาเซียนใน Higreen
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตลาด Higreen เป็นตลาดค้าส่งผลไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มีสมาชิกผู้ค้าส่งมากกว่า 2,500 ราย และผู้จัดซื้อมากกว่า 20,000 ราย
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ตลาดแห่งนี้นำเข้าผลไม้จากอาเซียนเกือบ 160,000 ตัน
ไทยเป็นแหล่งนำเข้ามากที่สุดกว่า 105,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 66% และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.88%
อันดับรองลงมาคือเวียดนาม ปริมาณ 51,500 ตัน หรือ 32.2%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในตลาด Higreen ผลไม้ไทยยังมีสัดส่วนสูงกว่าคู่แข่งอาเซียนรายอื่นอย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่รายงาน
ทุเรียนยังเป็นสินค้าสำคัญ
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผู้บริโภคจีนยังนิยมบริโภคทุเรียนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ฝ่ายไทยจึงยืนยันกับผู้บริหารตลาดว่า จะให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน พร้อมนำเสนอความหลากหลายของผลไม้ไทย รวมถึงทุเรียนระดับพรีเมียม เช่น ทุเรียน GI ภูเขาไฟศรีสะเกษ
นอกจากนี้ ยังมีการเชิญผู้ประกอบการจีนเข้าร่วมงาน THAIFEX–Anuga Asia เพื่อพบผู้ประกอบการไทยและคัดเลือกสินค้าโดยตรง
“ขอเพิ่มนำเข้า” ยังไม่เท่ากับมีออร์เดอร์ใหม่แล้ว
จุดนี้เกษตรกรต้องอ่านให้ชัด
ข่าวของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ฝ่ายไทยได้ขอให้ตลาด Higreen สนับสนุนการนำเข้าผลไม้ไทยต่อไป และหารือแนวทางส่งเสริมการขาย
แต่ข่าวต้นทางยังไม่ได้ระบุว่า หลังการหารือมีคำสั่งซื้อใหม่เกิดขึ้นกี่ตัน หรือมีสัญญาซื้อขายผลไม้ไทยเพิ่มเติมแล้วหรือไม่
จึงไม่ควรนำข่าวนี้ไปพาดว่า “จีนสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มแล้ว” หรือระบุตัวเลขปริมาณเพิ่มโดยไม่มีหลักฐาน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการเปิดตลาดและรักษาความสัมพันธ์กับผู้ซื้อ ส่วนผลเชิงพาณิชย์ต้องติดตามคำสั่งซื้อจริงในระยะต่อไป
เยี่ยมศูนย์ AI จีน-อาเซียน
คณะกระทรวงพาณิชย์ยังได้เยี่ยมชมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน ในเขตอู่เซี่ยง นครหนานหนิง
ศูนย์ดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 7.78 ตารางกิโลเมตร และเปิดดำเนินงานระยะแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยมีทั้งศูนย์นิทรรศการ AI, AI Factory, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ และพื้นที่สนับสนุนผู้ประกอบการ
ฝ่ายไทยหารือแนวทางนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรและการส่งออก เช่น
- การดูแลสวนผลไม้
- การควบคุมคุณภาพสินค้า
- การบริหารข้อมูล
- การพัฒนาช่องทางค้าปลีก
- E-commerce
- การสนับสนุน Startup ไทยเข้าสู่ตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม สถานะในขณะนี้คือ การหารือความร่วมมือและเสนอแนวทาง ยังไม่ใช่โครงการที่นำ AI ไปใช้กับสวนผลไม้ไทยแล้ว
เกษตรกรไทยได้อะไรจากข่าวนี้
สำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนและผลไม้ส่งออก สิ่งที่มีน้ำหนักที่สุดในข่าวนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางของเจ้าหน้าที่ แต่คือข้อมูลตลาด
การที่ผลไม้ไทยครอง 66% ของผลไม้อาเซียนที่ Higreen นำเข้าในช่วง 8 เดือนแรก แสดงว่าตลาดนี้ยังมีฐานความต้องการสินค้าจากไทยสูง
หากการเจรจาทำให้ตลาดเพิ่มการนำเข้าจริง ผลที่อาจเกิดขึ้นคือความต้องการซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น และเพิ่มช่องทางระบายผลผลิต
แต่ยังไม่ควรสรุปว่าราคาหน้าสวนจะเพิ่มขึ้นทันที เพราะราคาที่เกษตรกรได้รับยังขึ้นอยู่กับผลผลิตในฤดูกาล คุณภาพ เกรด ขนาด มาตรฐานส่งออก ต้นทุนขนส่ง และคำสั่งซื้อจริงจากจีน
ต้องจับตาคู่แข่งเวียดนามด้วย
ข้อมูลในตลาดเดียวกันระบุว่า เวียดนามมีปริมาณผลไม้นำเข้า 51,500 ตัน หรือ 32.2%
แม้ไทยยังมีส่วนแบ่งสูงกว่า แต่จีนเปิดตลาดผลไม้ให้หลายประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การรักษาคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และต้นทุนการแข่งขันจึงยังเป็นโจทย์สำคัญ
สำหรับทุเรียนไทย ประเด็นคุณภาพและมาตรฐานยิ่งสำคัญ เพราะหากมีปัญหาด้านคุณภาพหรือการตรวจสอบสินค้า ความได้เปรียบด้านตลาดอาจลดลงได้
นาดีดีชวนจับตา 3 เรื่องต่อ
1. คำสั่งซื้อจริงจาก Higreen
ต้องดูว่าหลังการหารือจะมีการเพิ่มปริมาณนำเข้าผลไม้ไทยหรือไม่ และเป็นผลไม้ชนิดใด
2. ส่วนแบ่งตลาดไทยเทียบเวียดนาม
ตัวเลข 66% ของไทยยังนำอยู่ แต่การแข่งขันในตลาดจีนเปลี่ยนเร็ว ต้องติดตามเป็นระยะ
3. AI จะลงถึงเกษตรกรอย่างไร
หากความร่วมมือด้าน AI เดินหน้าจริง ต้องดูว่าจะนำมาใช้ในสวน การคัดคุณภาพ โลจิสติกส์ หรือการขายอย่างไร และเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด
สรุป
ข่าวนี้จริงและเผยแพร่วันที่ 19 กันยายน 2569 โดยเหตุการณ์หารือเกิดขึ้นวันที่ 18 กันยายน 2569
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ กระทรวงพาณิชย์หารือกับตลาด Higreen ขอให้สนับสนุนการนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง และข้อมูล 8 เดือนแรกปี 2569 ระบุว่าไทยส่งผลไม้เข้าตลาดนี้กว่า 105,000 ตัน หรือ 66% ของผลไม้นำเข้าจากอาเซียน
สิ่งที่ยังไม่เกิดหรือยังไม่ยืนยันคือ ยังไม่มีตัวเลขคำสั่งซื้อใหม่หลังการหารือ และยังไม่ใช่การนำ AI มาใช้งานกับสวนผลไม้ไทยแล้ว
สำหรับเกษตรกร ประเด็นที่ต้องติดตามจริงคือ จากการเจรจาครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็นคำสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นเท่าไร และจะย้อนกลับมาถึงราคากับตลาดของชาวสวนได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


