“วีรพัฒน์” รับน้ำมันโลกเสี่ยงแพงถึงต้นปีหน้า! รัฐเร่งกันแรงกระแทก—เกษตรกรจับตาค่าน้ำมัน–ขนส่ง–เครื่องจักร

กระทรวงพลังงานประเมินราคาน้ำมันโลกยังมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงช่วงต้นปีหน้า หลัง WTI อยู่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Brent 97.31 ดอลลาร์ และ Dubai ทะลุ 100 ดอลลาร์ เดินหน้ารับมือพร้อมกันทั้งด้านราคา การกระจายแหล่งจัดหา และระบบสำรอง ยืนยันไทยยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมัน แต่ยอมรับประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคาตลาดโลกได้ ขณะที่ภาคเกษตรต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนไปยังน้ำมัน เครื่องจักร การสูบน้ำ และการขนส่ง
วันที่ 8 กันยายน 2569 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด หลังราคาปรับสูงขึ้นและมีความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่
ราคาน้ำมันดิบที่กระทรวงพลังงานรายงานล่าสุด ได้แก่ WTI ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์ และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กระทรวงประเมินว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า
รัฐรับมือ 3 ด้าน “ราคา–จัดหา–สำรอง”
นายวีรพัฒน์ระบุว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่ต้องทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมรับความผันผวนจากภายนอก
กระทรวงพลังงานจึงดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน
ด้านแรกคือการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ โดยใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อลดความรุนแรงของการส่งผ่านราคาจากตลาดโลกมายังประชาชน
ด้านที่สองคือการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
และด้านที่สามคือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบจัดหา และระบบสำรอง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ไทยยังไม่ขาดน้ำมัน แต่ “ราคา” ยังเป็นความเสี่ยง
กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่รองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันโลกได้ทั้งหมด เนื่องจากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก
ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้คือการบริหารความเสี่ยง กระจายแหล่งจัดหา เตรียมปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ และใช้กลไกภายในเพื่อลดความรุนแรงของการส่งผ่านราคา
กองทุนน้ำมันติดลบ 83,291 ล้านบาท
หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานคือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันยังมีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท
กระทรวงพลังงานจึงต้องบริหารสองเป้าหมายควบคู่กัน คือการลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะสั้น และการรักษาวินัยทางการเงินของกองทุนในระยะยาว
สถานะดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้กองทุนเพื่อพยุงราคามีข้อจำกัด และไม่สามารถตีความว่ารัฐจะสามารถตรึงราคาพลังงานได้ทุกระดับไม่ว่าราคาตลาดโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เกษตรกรเกี่ยวกับน้ำมันโลกอย่างไร?
ภาคเกษตรมีต้นทุนด้านพลังงานแทรกอยู่ในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนปลูกจนถึงหลังเก็บเกี่ยว
รถไถและเครื่องจักรเตรียมดินใช้เชื้อเพลิง
ระบบสูบน้ำจำนวนหนึ่งใช้เครื่องยนต์หรือไฟฟ้า
รถเกี่ยวและเครื่องจักรเก็บเกี่ยวมีต้นทุนด้านพลังงาน
ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และปัจจัยการผลิตต้องถูกขนส่งเข้าสู่พื้นที่เกษตร
หลังเก็บเกี่ยว ผลผลิตต้องเดินทางจากแปลงไปยังลานรับซื้อ โรงงาน ตลาด หรือท่าเรือ
ดังนั้น หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผู้ให้บริการเครื่องจักรและผู้ประกอบการขนส่งอาจมีต้นทุนเพิ่ม และมีโอกาสส่งผ่านค่าใช้จ่ายบางส่วนมายังเกษตรกร
ผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับราคา ระยะเวลาที่น้ำมันอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างต้นทุนของแต่ละกิจกรรม
น้ำมันแพง ไม่ได้หมายความว่าปุ๋ยจะขึ้นทันที
อีกเรื่องที่เกษตรกรต้องแยกให้ออกคือความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันกับราคาปุ๋ย
อุตสาหกรรมปุ๋ยมีความเชื่อมโยงกับพลังงาน โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต
แต่ราคาปุ๋ยในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาปุ๋ยตลาดโลก ค่าเงินบาท ค่าระวางเรือ สต็อกสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และนโยบายของประเทศผู้ผลิต
ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเพียงตัวเดียวไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าปุ๋ยไทยจะขึ้นราคาทันที
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อและกระทบทั้งราคาพลังงาน การเดินเรือ และห่วงโซ่อุปทานพร้อมกัน ความเสี่ยงต่อต้นทุนปัจจัยการผลิตก็จะเพิ่มขึ้น
เกษตรกรควรเริ่มคำนวณ “ความไวต่อน้ำมัน”
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่สามารถทำได้ในช่วงนี้คือแยกต้นทุนด้านพลังงานออกมาดูให้ชัดเจน
เช่น ค่าเตรียมดินต่อไร่ ค่าสูบน้ำ ค่าเครื่องจักรเก็บเกี่ยว และค่าขนส่งผลผลิต
จากนั้นลองประเมินว่า หากต้นทุนเชื้อเพลิงหรือค่าบริการเพิ่มขึ้น 5–10% ต้นทุนรวมต่อไร่จะเปลี่ยนไปเท่าไร
พืชแต่ละชนิดมีความไวต่อต้นทุนน้ำมันแตกต่างกัน
พื้นที่ที่ต้องสูบน้ำด้วยเครื่องยนต์เป็นเวลานาน หรืออยู่ไกลจากจุดรับซื้อ อาจได้รับผลกระทบจากพลังงานมากกว่าพื้นที่ที่มีระบบชลประทานและอยู่ใกล้ตลาด
การรู้ต้นทุนส่วนนี้ล่วงหน้าจะช่วยให้เกษตรกรประเมินราคาคุ้มทุนได้แม่นยำขึ้น
จุดสำคัญคือ “น้ำมันแพงอยู่นานแค่ไหน”
ตัวเลข Brent 97.31 ดอลลาร์ หรือ Dubai มากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา
แต่ผลกระทบต่อภาคเกษตรจะขึ้นอยู่กับว่าราคาดังกล่าวเป็นความผันผวนระยะสั้น หรืออยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายเดือนตามความเสี่ยงที่กระทรวงพลังงานประเมิน
หากราคาลดลงอย่างรวดเร็ว แรงส่งผ่านไปยังต้นทุนภายในประเทศอาจมีจำกัด
แต่หากสถานการณ์ลากยาวถึงต้นปีหน้า ผู้ประกอบการขนส่ง เครื่องจักร และภาคการผลิตจะเผชิญต้นทุนพลังงานสูงนานขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดการส่งผ่านต้นทุน
ข่าวนี้จึงไม่ได้หมายความว่า “ต้นทุนเกษตรต้องขึ้นทันที”
แต่เป็นสัญญาณให้เกษตรกรเริ่มติดตามต้นทุนด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด
เพราะหลังจากภาคเอกชนออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากน้ำมันโลก ฝั่งกระทรวงพลังงานก็ยอมรับแล้วว่า ราคามีโอกาสอยู่ระดับสูงถึงต้นปีหน้า และกำลังเตรียมมาตรการรับมือ
คำถามต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า
“มาตรการด้านราคา–จัดหา–สำรอง จะช่วยลดแรงส่งผ่านจากตลาดโลกมาถึงต้นทุนเกษตรกรได้มากแค่ไหน?”
เพราะหากน้ำมันแพงยืดเยื้อ สิ่งที่เดินทางจากตลาดโลกมาถึงแปลงเกษตรอาจไม่ได้มีเพียงราคาหน้าปั๊ม
แต่รวมถึง ค่าไถ ค่าสูบน้ำ ค่าเกี่ยว และค่าขนส่งผลผลิต ที่เป็นต้นทุนจริงของเกษตรกรด้วย
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #วีรพัฒน์เกียรติเฟื่องฟู #กระทรวงพลังงาน #ราคาน้ำมัน #น้ำมันโลก #Brent #WTI #Dubai #ต้นทุนเกษตร #ค่าขนส่ง #ค่าเครื่องจักร #กองทุนน้ำมัน #เกษตรกร


