แชร์

พาณิชย์ปั้น 64 SMEs เจาะอินเดีย-นอร์เวย์-สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่าเจรจา 571.69 ล้านบาท—อาหารและเกษตรแปรรูปไทยมีโอกาสต่อยอด

อัพเดทล่าสุด: 19 ก.ย. 2026
23 ผู้เข้าชม

กรมการค้าต่างประเทศพาผู้ประกอบการ SMEs ไทย 64 รายเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจในอินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ เกิดการจับคู่ธุรกิจ 177 คู่ และมีมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับรวมถึงข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าการเจรจา ไม่ใช่มูลค่ายอดขายหรือส่งออกที่ปิดดีลแล้วทั้งหมด

คัดจาก 450 ราย เหลือ 64 SMEs ไปเปิดตลาดจริง

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานความคืบหน้าโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.

นาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ 64 ราย ว่า โครงการเริ่มจากผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้นจนเหลือ 64 รายที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจได้

กิจกรรมเปิดตลาดมุ่งไปยัง 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีโครงสร้างผู้บริโภคและช่องทางจำหน่ายแตกต่างกัน

เจรจา 177 คู่ มูลค่า 571.69 ล้านบาท

นาง อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า การนำผู้ประกอบการไปเจรจาจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ เกิดการจับคู่รวม 177 คู่ และมีมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท

แบ่งเป็น

- อินเดีย 91,839,900 บาท
- นอร์เวย์ 386,986,752 บาท
- สวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท

ตัวเลขเหล่านี้ต้องอ่านให้ถูกสถานะว่า เป็น มูลค่าการเจรจาซื้อขาย ไม่ใช่ตัวเลขยอดส่งออกที่ส่งมอบสินค้าและรับรู้รายได้เรียบร้อยแล้วทั้งหมด

ในกระบวนการจับคู่ธุรกิจ บางดีลอาจต้องมีขั้นตอนต่อ เช่น การส่งตัวอย่างสินค้า การปรับสูตร การตกลงราคา ปริมาณ มาตรฐาน การขนส่ง และการทำสัญญา ก่อนจะเกิดคำสั่งซื้อจริง

ดังนั้นจึงไม่ควรพาดว่า “SMEs ขายได้แล้ว 571 ล้านบาท” เพราะจะทำให้เข้าใจสถานะเกินข้อเท็จจริง

สินค้าเกษตรแปรรูปไทยอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการตอบรับ

กลุ่มสินค้าที่กรมการค้าต่างประเทศระบุว่าได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย มีทั้งสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป/เกษตรนวัตกรรม เช่น

- ข้าวไทยคุณภาพ
- ผลไม้อบแห้งพรีเมียม
- ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ
- เครื่องดื่ม
- อาหารแช่แข็ง
- อาหารสัตว์เลี้ยง

รวมถึงสินค้าในกลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรั่ม และเวชสำอาง ตลอดจนสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับนาดีดี จุดที่เกี่ยวกับเกษตรกรโดยตรงคือ หากสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปสามารถเปลี่ยนจากการเจรจาไปเป็นคำสั่งซื้อจริง ก็อาจเพิ่มความต้องการวัตถุดิบจากภาคการเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้ วัตถุดิบอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูปอื่น

แต่ข่าวนี้ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่า ผู้ประกอบการแต่ละรายจะเพิ่มการซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรกี่ตัน หรือเกษตรกรพื้นที่ใดจะได้รับประโยชน์ จึงต้องถือว่าผลต่อเกษตรกรยังเป็นผลเชิงศักยภาพ ไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ได้ไปแค่เจรจา แต่เข้าไปดูตลาดจริง

ผู้ประกอบการไทยยังได้เข้าไปสำรวจตลาดและพบเครือข่ายธุรกิจในแต่ละประเทศ

ในอินเดีย มีการศึกษาตลาดผ่าน LOTS Wholesale Solutions และเครือข่าย US Dollar Store

ในนอร์เวย์ มีการพบ Asian Food ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าเอเชีย

ส่วนในสวิตเซอร์แลนด์ มีการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV

การลงตลาดจริงมีความสำคัญ เพราะผู้ประกอบการสามารถเห็นทั้งราคา คู่แข่ง รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ขนาดสินค้า ช่องทางจำหน่าย และความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้ปรับสินค้าให้ขายได้จริงในแต่ละประเทศ

FTA ช่วยอะไร SMEs

โครงการนี้มีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อขยายตลาดต่างประเทศ

FTA สามารถช่วยลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่ผ่านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า แต่การมี FTA ไม่ได้แปลว่าสินค้าจะขายได้โดยอัตโนมัติ

ผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันด้านราคา คุณภาพ มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ การส่งมอบ และความเข้าใจตลาดปลายทาง

นางศุภจีจึงย้ำว่า การเปิดตลาดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และผู้ประกอบการต้องพัฒนาสินค้าและขยายตลาดต่อ ไม่ควรหยุดอยู่เพียง 3 ประเทศที่เข้าไปในโครงการครั้งนี้

แล้วเกษตรกรไทยได้อะไร

สำหรับภาคเกษตร ประโยชน์จะเกิดชัดเมื่อผู้ประกอบการที่ขายสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปได้รับคำสั่งซื้อจริง และต้องเพิ่มการจัดหาวัตถุดิบจากเกษตรกร

ตัวอย่างเช่น หากคำสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความต้องการข้าวคุณภาพในห่วงโซ่ส่งออก หรือหากผลไม้อบแห้งได้รับตลาดเพิ่ม ก็อาจเพิ่มความต้องการวัตถุดิบผลไม้ในบางช่วง

แต่ไม่ควรข้ามขั้นไปสรุปว่าเกษตรกรจะได้ราคาสูงขึ้นทันที เพราะราคาวัตถุดิบยังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต คุณภาพ สัญญาซื้อขาย ต้นทุนแปรรูป และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่

นาดีดีชวนจับตา 3 เรื่องต่อ

1. 571.69 ล้านบาทจะเปลี่ยนเป็นคำสั่งซื้อจริงเท่าไร
นี่คือตัวเลขที่สำคัญกว่ามูลค่าการเจรจา เพราะเป็นจุดที่ธุรกิจเริ่มสร้างรายได้จริง

2. สินค้าเกษตรตัวไหนได้ดีลต่อเนื่อง
ข้าวไทย ผลไม้อบแห้ง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสัตว์เลี้ยง หากมีคำสั่งซื้อจริงต่อเนื่อง จะเริ่มเห็นผลต่อห่วงโซ่วัตถุดิบชัดขึ้น

3. วัตถุดิบจะย้อนกลับมาถึงเกษตรกรหรือไม่
ต้องดูว่า SMEs ที่ได้ตลาดเพิ่มซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยโดยตรง ผ่านสหกรณ์ หรือผ่านผู้รวบรวมอย่างไร และมีเงื่อนไขคุณภาพแบบไหน

สรุปสถานะ

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ กระทรวงพาณิชย์คัดและพัฒนา SMEs 64 ราย นำไปเปิดตลาด 3 ประเทศ เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ 177 คู่ และมีมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท

สิ่งที่ยังไม่ควรสรุปคือ ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ยอดขายที่ปิดดีลแล้วทั้งหมด และยังไม่มีข้อมูลว่าคำสั่งซื้อจริงจะสร้างความต้องการวัตถุดิบเกษตรเพิ่มเท่าไร

สำหรับเกษตรกร ข่าวนี้จึงเป็น สัญญาณว่ากลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารไทยมีโอกาสในตลาด FTA แต่ต้องติดตามต่อว่าจาก “โต๊ะเจรจา” จะกลายเป็น “คำสั่งซื้อจริง” และย้อนกลับมาเพิ่มตลาดให้วัตถุดิบเกษตรไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้