แชร์

เมล็ดพันธุ์ไทยกำลังจะเปลี่ยน? จับตา FTA ไทย–EU และกฎหมายพันธุ์พืช สิทธิชาวนาเก็บเมล็ดปลูกต่ออยู่ตรงไหน

อัพเดทล่าสุด: 18 ก.ย. 2026
27 ผู้เข้าชม

การเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรปกำลังเดินเข้าสู่รอบที่ 10 ขณะที่ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังอยู่ในกลุ่มเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ฝ่ายไทยต้องเจรจา คำถามสำคัญสำหรับเกษตรกรคือ หากกติกาเปลี่ยนไปในทิศทางใกล้เคียง UPOV 1991 สิทธิในการเก็บเมล็ดจากผลผลิตของตัวเองไว้ปลูกต่อจะเปลี่ยนอย่างไร ข้อเท็จจริงปัจจุบันคือ ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 และผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกฎหมายไทย

เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจากอะไร

ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไทยและสหภาพยุโรปเตรียมเจรจา FTA รอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างเตรียมท่าทีในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาหลายเรื่อง และหนึ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรโดยตรงคือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

รัฐบาลระบุด้วยว่า การเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญาต้องคำนึงถึงทั้งการลงทุน นวัตกรรม ภาคเกษตร และผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะเรื่องการค้าอย่างเดียว

เรื่องนี้ทำให้คำว่า UPOV 1991 กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

UPOV 1991 คืออะไร

UPOV 1991 เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

หลักสำคัญคือการให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์เหนือพันธุ์ใหม่ที่ผ่านเงื่อนไข เช่น ความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัว

เมื่อพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง การผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อการค้าจะอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคำถามว่า ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ควรไปไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิทธิของเกษตรกร

ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991

ข้อมูลจากศูนย์ FTA ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 ในปัจจุบัน

ดังนั้น การพูดว่า “ไทยรับ UPOV แล้ว” หรือ “กฎหมาย UPOV เริ่มใช้กับชาวนาไทยแล้ว” จึงยังไม่ถูกต้อง

แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ การเจรจา FTA ไทย–EU จะกำหนดข้อผูกพันด้านพันธุ์พืชไว้ในระดับใด และไทยจะต้องปรับกฎหมายภายในเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามใหญ่: ชาวนาจะเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อได้หรือไม่

นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรโดยตรงที่สุด

UPOV 1991 เปิดช่องให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นต่อสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ได้จากพันธุ์คุ้มครองกลับมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ของตัวเองได้ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด

ดังนั้น UPOV 1991 ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกคนจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อโดยอัตโนมัติ

แต่สิทธิในการเก็บเมล็ดดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข

สิ่งที่จะกำหนดผลกระทบต่อเกษตรกรไทยจริง ๆ คือ กฎหมายไทยจะกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างไร

เช่น อาจต้องดูว่า

- พืชชนิดใดได้รับข้อยกเว้น
- เกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ใช้หลักเดียวกันหรือไม่
- เก็บเมล็ดไว้ใช้ในแปลงตัวเองได้แค่ไหน
- การแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเมล็ดให้ผู้อื่นอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด

เก็บไว้ปลูก กับขายเมล็ด ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

อีกจุดที่เกษตรกรควรเข้าใจให้ชัดคือ “การเก็บไว้ปลูกเอง” กับ “การขายเมล็ดพันธุ์” เป็นคนละเรื่อง

ข้อมูล UPOV ระบุว่า สำหรับพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง การขายเมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ขณะที่การเก็บเมล็ดจากผลผลิตไว้ใช้ในแปลงตัวเองสามารถเป็นข้อยกเว้นได้ หากกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดไว้

ดังนั้น หากในอนาคตมีการแก้กฎหมายจริง เกษตรกรต้องดูให้ชัดว่ากฎหมายแยกสองเรื่องนี้อย่างไร

พันธุ์พื้นบ้านจะถูกยึดสิทธิหรือไม่

อีกความกังวลหนึ่งคือ พันธุ์พื้นบ้านหรือพันธุ์ดั้งเดิมจะถูกบริษัทหรือเจ้าของพันธุ์ยึดสิทธิหรือไม่

UPOV มุ่งคุ้มครอง “พันธุ์ใหม่” ที่ผ่านเกณฑ์การคุ้มครอง ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พื้นบ้านทุกพันธุ์จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นทรัพย์สินของบริษัททันที

อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายภายในประเทศเปลี่ยนขอบเขตสิทธิหรือวิธีการคุ้มครองพันธุ์ ก็จำเป็นต้องดูรายละเอียดว่าพันธุ์พื้นบ้าน พันธุ์ชุมชน และระบบแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรได้รับการคุ้มครองไว้อย่างไร

อีกด้านหนึ่ง ทำไมจึงมีคนสนับสนุนระบบนี้

ต้องมองอีกด้านอย่างเป็นธรรมด้วย

ฝ่ายสนับสนุนระบบคุ้มครองพันธุ์พืชมองว่า การให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เอกชน นักวิจัย และสถาบันต่าง ๆ ลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่

UPOV ระบุว่าระบบคุ้มครองพันธุ์พืชสัมพันธ์กับการเพิ่มกิจกรรมปรับปรุงพันธุ์ จำนวนพันธุ์ใหม่ และการเข้าถึงพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับเกษตรกร นั่นอาจหมายถึงการเข้าถึงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ทนโรค หรือเหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

แต่ประโยชน์ดังกล่าวต้องนำมาเทียบกับต้นทุนและข้อจำกัดในการใช้เมล็ดพันธุ์ด้วย

นาดีดีมองว่าเกษตรกรต้องจับตา 4 เรื่อง

เรื่องแรกคือ สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ

ไม่ควรถามเพียงว่า “เก็บได้หรือไม่ได้” แต่ต้องดูว่าเก็บได้สำหรับพืชอะไร ปริมาณเท่าไร และภายใต้เงื่อนไขใด

เรื่องที่สองคือ ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์

ต้องดูว่ากฎหมายใหม่จะให้สิทธิครอบคลุมเฉพาะเมล็ดพันธุ์ หรือขยายไปถึงผลผลิตและวัสดุอื่นมากน้อยเพียงใด

เรื่องที่สามคือ ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชน

ต้องติดตามว่าการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกร การแบ่งเมล็ด หรือการจำหน่ายเมล็ดจำนวนเล็กน้อยจะอยู่ภายใต้กติกาใด

และเรื่องสุดท้ายคือ ข้อผูกพันใน FTA ไทย–EU

เพราะหากไทยรับข้อผูกพันระหว่างประเทศไว้แล้ว พื้นที่ในการออกแบบกฎหมายภายในประเทศในอนาคตอาจถูกจำกัดตามเงื่อนไขของความตกลง

สรุปสถานะ ณ ตอนนี้

ณ วันที่ 17 กันยายน 2569 ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991

การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา FTA ไทย–EU และยังต้องติดตามท่าทีของฝ่ายไทยรวมถึงรายละเอียดกฎหมายภายในประเทศต่อไป

จึงยังไม่ควรสรุปว่า “ชาวนาไทยกำลังจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อ”

แต่คำถามนี้ก็มีเหตุผลที่ต้องถามตั้งแต่วันนี้ เพราะหากกฎหมายเปลี่ยนจริง ผลกระทบจะเกิดกับเกษตรกรทุกฤดูผลิต ไม่ใช่เฉพาะบริษัทเมล็ดพันธุ์หรือนักเจรจาการค้า

สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องการจากภาครัฐจึงควรเป็นความชัดเจนว่า

พันธุ์ไหนอยู่ภายใต้สิทธิ เกษตรกรยังทำอะไรได้บ้าง และการเปลี่ยนกติกาจะทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นหรือไม่

นี่คือคำถามที่นาดีดีจะติดตามต่อครับ

ที่มา : รัฐบาลไทย

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้