เมล็ดพันธุ์ไทยกำลังจะเปลี่ยน? จับตา FTA ไทย–EU และกฎหมายพันธุ์พืช สิทธิชาวนาเก็บเมล็ดปลูกต่ออยู่ตรงไหน

การเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรปกำลังเดินเข้าสู่รอบที่ 10 ขณะที่ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังอยู่ในกลุ่มเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ฝ่ายไทยต้องเจรจา คำถามสำคัญสำหรับเกษตรกรคือ หากกติกาเปลี่ยนไปในทิศทางใกล้เคียง UPOV 1991 สิทธิในการเก็บเมล็ดจากผลผลิตของตัวเองไว้ปลูกต่อจะเปลี่ยนอย่างไร ข้อเท็จจริงปัจจุบันคือ ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 และผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกฎหมายไทย
เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจากอะไร
ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไทยและสหภาพยุโรปเตรียมเจรจา FTA รอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต
ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างเตรียมท่าทีในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาหลายเรื่อง และหนึ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรโดยตรงคือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
รัฐบาลระบุด้วยว่า การเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญาต้องคำนึงถึงทั้งการลงทุน นวัตกรรม ภาคเกษตร และผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะเรื่องการค้าอย่างเดียว
เรื่องนี้ทำให้คำว่า UPOV 1991 กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
UPOV 1991 คืออะไร
UPOV 1991 เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
หลักสำคัญคือการให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์เหนือพันธุ์ใหม่ที่ผ่านเงื่อนไข เช่น ความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัว
เมื่อพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง การผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อการค้าจะอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคำถามว่า ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ควรไปไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิทธิของเกษตรกร
ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991
ข้อมูลจากศูนย์ FTA ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 ในปัจจุบัน
ดังนั้น การพูดว่า “ไทยรับ UPOV แล้ว” หรือ “กฎหมาย UPOV เริ่มใช้กับชาวนาไทยแล้ว” จึงยังไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ การเจรจา FTA ไทย–EU จะกำหนดข้อผูกพันด้านพันธุ์พืชไว้ในระดับใด และไทยจะต้องปรับกฎหมายภายในเพิ่มเติมหรือไม่
คำถามใหญ่: ชาวนาจะเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อได้หรือไม่
นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรโดยตรงที่สุด
UPOV 1991 เปิดช่องให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นต่อสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ได้จากพันธุ์คุ้มครองกลับมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ของตัวเองได้ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด
ดังนั้น UPOV 1991 ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกคนจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อโดยอัตโนมัติ
แต่สิทธิในการเก็บเมล็ดดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข
สิ่งที่จะกำหนดผลกระทบต่อเกษตรกรไทยจริง ๆ คือ กฎหมายไทยจะกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างไร
เช่น อาจต้องดูว่า
- พืชชนิดใดได้รับข้อยกเว้น
- เกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ใช้หลักเดียวกันหรือไม่
- เก็บเมล็ดไว้ใช้ในแปลงตัวเองได้แค่ไหน
- การแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเมล็ดให้ผู้อื่นอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
เก็บไว้ปลูก กับขายเมล็ด ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อีกจุดที่เกษตรกรควรเข้าใจให้ชัดคือ “การเก็บไว้ปลูกเอง” กับ “การขายเมล็ดพันธุ์” เป็นคนละเรื่อง
ข้อมูล UPOV ระบุว่า สำหรับพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง การขายเมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ขณะที่การเก็บเมล็ดจากผลผลิตไว้ใช้ในแปลงตัวเองสามารถเป็นข้อยกเว้นได้ หากกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดไว้
ดังนั้น หากในอนาคตมีการแก้กฎหมายจริง เกษตรกรต้องดูให้ชัดว่ากฎหมายแยกสองเรื่องนี้อย่างไร
พันธุ์พื้นบ้านจะถูกยึดสิทธิหรือไม่
อีกความกังวลหนึ่งคือ พันธุ์พื้นบ้านหรือพันธุ์ดั้งเดิมจะถูกบริษัทหรือเจ้าของพันธุ์ยึดสิทธิหรือไม่
UPOV มุ่งคุ้มครอง “พันธุ์ใหม่” ที่ผ่านเกณฑ์การคุ้มครอง ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พื้นบ้านทุกพันธุ์จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นทรัพย์สินของบริษัททันที
อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายภายในประเทศเปลี่ยนขอบเขตสิทธิหรือวิธีการคุ้มครองพันธุ์ ก็จำเป็นต้องดูรายละเอียดว่าพันธุ์พื้นบ้าน พันธุ์ชุมชน และระบบแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรได้รับการคุ้มครองไว้อย่างไร
อีกด้านหนึ่ง ทำไมจึงมีคนสนับสนุนระบบนี้
ต้องมองอีกด้านอย่างเป็นธรรมด้วย
ฝ่ายสนับสนุนระบบคุ้มครองพันธุ์พืชมองว่า การให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เอกชน นักวิจัย และสถาบันต่าง ๆ ลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่
UPOV ระบุว่าระบบคุ้มครองพันธุ์พืชสัมพันธ์กับการเพิ่มกิจกรรมปรับปรุงพันธุ์ จำนวนพันธุ์ใหม่ และการเข้าถึงพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับเกษตรกร นั่นอาจหมายถึงการเข้าถึงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ทนโรค หรือเหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป
แต่ประโยชน์ดังกล่าวต้องนำมาเทียบกับต้นทุนและข้อจำกัดในการใช้เมล็ดพันธุ์ด้วย
นาดีดีมองว่าเกษตรกรต้องจับตา 4 เรื่อง
เรื่องแรกคือ สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ
ไม่ควรถามเพียงว่า “เก็บได้หรือไม่ได้” แต่ต้องดูว่าเก็บได้สำหรับพืชอะไร ปริมาณเท่าไร และภายใต้เงื่อนไขใด
เรื่องที่สองคือ ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์
ต้องดูว่ากฎหมายใหม่จะให้สิทธิครอบคลุมเฉพาะเมล็ดพันธุ์ หรือขยายไปถึงผลผลิตและวัสดุอื่นมากน้อยเพียงใด
เรื่องที่สามคือ ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชน
ต้องติดตามว่าการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกร การแบ่งเมล็ด หรือการจำหน่ายเมล็ดจำนวนเล็กน้อยจะอยู่ภายใต้กติกาใด
และเรื่องสุดท้ายคือ ข้อผูกพันใน FTA ไทย–EU
เพราะหากไทยรับข้อผูกพันระหว่างประเทศไว้แล้ว พื้นที่ในการออกแบบกฎหมายภายในประเทศในอนาคตอาจถูกจำกัดตามเงื่อนไขของความตกลง
สรุปสถานะ ณ ตอนนี้
ณ วันที่ 17 กันยายน 2569 ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991
การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา FTA ไทย–EU และยังต้องติดตามท่าทีของฝ่ายไทยรวมถึงรายละเอียดกฎหมายภายในประเทศต่อไป
จึงยังไม่ควรสรุปว่า “ชาวนาไทยกำลังจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อ”
แต่คำถามนี้ก็มีเหตุผลที่ต้องถามตั้งแต่วันนี้ เพราะหากกฎหมายเปลี่ยนจริง ผลกระทบจะเกิดกับเกษตรกรทุกฤดูผลิต ไม่ใช่เฉพาะบริษัทเมล็ดพันธุ์หรือนักเจรจาการค้า
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องการจากภาครัฐจึงควรเป็นความชัดเจนว่า
พันธุ์ไหนอยู่ภายใต้สิทธิ เกษตรกรยังทำอะไรได้บ้าง และการเปลี่ยนกติกาจะทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นหรือไม่
นี่คือคำถามที่นาดีดีจะติดตามต่อครับ
ที่มา : รัฐบาลไทย
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


