คนปลูกกาแฟเช็กต้นด่วน! “ด้วงหนวดยาว” กระทบเชียงรายกว่า 7,600 ไร่—“ปิยะรัฐชย์” สั่งเร่งตัดวงจร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรับมือด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟในจังหวัดเชียงราย หลังข้อมูลสำรวจพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือ 15,567 ไร่ พบพื้นที่เชียงรายได้รับผลกระทบประมาณ 7,643 ไร่ ขณะที่ อ.แม่จัน และ อ.เมืองเชียงราย เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงรวมกว่า 2,000 ไร่ ด้าน “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตาม พร้อมเร่งใช้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานและชีววิธี หวังหยุดวงจรการระบาดก่อนกระทบต้นกาแฟและรายได้เกษตรกรเพิ่ม
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่บ้านแสนใหม่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้กับสวนกาแฟในพื้นที่
การลงพื้นที่มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ในจังหวัดร่วมติดตามสถานการณ์ พร้อมหารือแนวทางควบคุมและลดการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืชชนิดนี้
สำรวจ 15,567 ไร่ พบเชียงรายกระทบ 7,643 ไร่
ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า จากการสำรวจพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือประมาณ 15,567 ไร่ พบพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟประมาณ 7,643 ไร่
โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงราย มีพื้นที่เสี่ยงสูงรวมมากกว่า 2,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 7,643 ไร่ต้องตีความให้ถูกต้อง
ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ไม่ได้หมายความว่าต้นกาแฟทุกต้นในพื้นที่ดังกล่าวเสียหายหรือตายทั้งหมด
ระดับความรุนแรงของแต่ละสวนและแต่ละต้นสามารถแตกต่างกันได้
ตัวอ่อนเจาะอยู่ในลำต้น จุดที่ชาวสวนต้องระวัง
ด้วงหนวดยาวสร้างความเสียหายกับกาแฟโดยเฉพาะในระยะตัวอ่อน ซึ่งสามารถเจาะเข้าไปอาศัยและกัดกินภายในเนื้อไม้
การทำลายภายในลำต้นทำให้ระบบลำเลียงของต้นกาแฟได้รับผลกระทบ
อาการที่สามารถพบได้ เช่น ใบเหลือง เหี่ยว ต้นหรือกิ่งทรุดโทรม กิ่งเปราะหักง่าย และมีร่องรอยหรือรูบริเวณลำต้น
หากการเข้าทำลายรุนแรง ต้นกาแฟอาจยืนต้นตายหรือไม่สามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ
ปัญหาสำคัญคือ ในระยะแรกเกษตรกรอาจไม่เห็นตัวแมลงจากภายนอก เนื่องจากตัวอ่อนอาศัยอยู่ภายในลำต้น
การเดินสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญต่อการพบปัญหาในระยะเริ่มต้น
ปิยะรัฐชย์สั่งเร่งหยุดวงจรการระบาด
น.ส.ปิยะรัฐชย์กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์และควบคุมการระบาด เพื่อไม่ให้ขยายวงกว้างและสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรเพิ่มขึ้น
แนวทางของกรมส่งเสริมการเกษตรเน้นการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน หรือ Integrated Pest Management: IPM
หลักการคือไม่พึ่งการควบคุมด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ใช้การสำรวจ การจัดการแปลง วิธีเขตกรรม ชีววิธี และวิธีอื่นตามความเหมาะสมร่วมกัน
เป้าหมายสำคัญคือการลดประชากรแมลงและตัดวงจรการแพร่ระบาดในพื้นที่
นำ “เมตาไรเซียม” เข้าช่วยควบคุม
หนึ่งในวิธีที่เจ้าหน้าที่นำมาสาธิตในพื้นที่คือการใช้เชื้อราเมตาไรเซียม ซึ่งเป็นเชื้อราที่สามารถใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิดโดยชีววิธี
การใช้ชีวภัณฑ์มีเป้าหมายช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ IPM
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่ควรตีความว่าการใช้เมตาไรเซียมเพียงอย่างเดียวสามารถกำจัดด้วงหนวดยาวในสวนได้ทั้งหมด
เนื่องจากระยะตัวอ่อนสามารถเจาะอาศัยอยู่ภายในลำต้น การควบคุมจึงต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน และควรดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่
ชาวสวนกาแฟควรเช็กอะไร?
ในช่วงที่มีการระบาด เกษตรกรควรเดินสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ความสนใจทั้งทรงพุ่มและลำต้น
ต้นที่มีใบเหลืองหรือเหี่ยวโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
ต้นหรือกิ่งที่เริ่มทรุดโทรม
กิ่งที่เปราะหรือหักง่ายผิดปกติ
รูหรือร่องรอยการเจาะบริเวณลำต้น
รวมถึงร่องรอยการทำลายภายในเนื้อไม้
ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
หากพบต้นต้องสงสัย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เพื่อช่วยตรวจสอบว่าเกิดจากด้วงหนวดยาวจริงหรือเกิดจากโรคหรือปัญหาอื่น
การวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนจัดการช่วยลดทั้งความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ความเสียหายของกาแฟไม่ได้จบแค่ผลผลิตฤดูเดียว
ผลกระทบของด้วงหนวดยาวแตกต่างจากศัตรูพืชบางชนิดที่ทำลายเฉพาะผลผลิต
หากแมลงเข้าทำลายลำต้นจนต้นกาแฟทรุดโทรมหรือตาย เกษตรกรอาจสูญเสียต้นที่ลงทุนดูแลมาหลายปี
หากต้องปลูกทดแทน ยังต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนต้นใหม่จะเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิต
ต้นทุนที่เกิดขึ้นจึงสามารถประกอบด้วยทั้งรายได้จากผลผลิตที่หายไป ค่าแรงฟื้นฟูสวน ค่าต้นพันธุ์ และระยะเวลาที่ต้องรอผลผลิตจากต้นใหม่
นี่เป็นเหตุผลที่การพบการระบาดตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมาก
เจอหนึ่งต้น ต้องคิดถึงต้นต่อไป
สำหรับชาวสวนกาแฟเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่แม่จัน เมืองเชียงราย และพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด การเดินสำรวจลำต้นควรเป็นอีกงานหนึ่งที่ทำควบคู่กับการดูแลผลผลิต
เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการรักษาต้นที่ถูกทำลาย
แต่ต้องหยุดวงจรไม่ให้แมลงแพร่ไปยังต้นอื่นและสวนข้างเคียง
หากพบอาการต้องสงสัย ไม่ควรรีบใช้สารหรือชีวภัณฑ์โดยยังไม่ทราบสาเหตุ แต่ควรประสานสำนักงานเกษตรอำเภอหรือเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เพื่อวินิจฉัยและเลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม
สำหรับศัตรูพืชที่ตัวอ่อนซ่อนอยู่ภายในลำต้น...
“การเห็นเร็ว” อาจมีค่ามากกว่าการรอจนเห็นต้นตาย
เพราะเมื่อถึงวันที่ต้นกาแฟยืนต้นตาย ความเสียหายไม่ได้มีเพียงต้นหนึ่งต้น
แต่อาจหมายถึงรายได้จากกาแฟที่หายไปอีกหลายฤดูด้วย
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #กาแฟ #กาแฟเชียงราย #ด้วงหนวดยาว #ศัตรูพืช #ปิยะรัฐชย์ติยะไพรัช #เชียงราย #แม่จัน #เมตาไรเซียม #IPM #ชาวสวนกาแฟ #กรมส่งเสริมการเกษตร #เกษตรกร


