ตลาดปุ๋ยโลกคึกคัก! ยูเรียเอเชียทะลัก สวนกระแสวิกฤตฮอร์มุซ

ตลาดปุ๋ยโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะ “ยูเรีย” หลังอุปทานจากฝั่งเอเชียเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังตึงเครียด และยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อการขนส่งปุ๋ยและพลังงานของโลก
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเกิดขึ้นจาก “จีน” หลังการส่งออกยูเรียกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า จีนส่งออกยูเรียประมาณ 403,400 ตัน และทำให้ยอดส่งออกสะสม 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ประมาณ 906,900 ตัน สะท้อนว่าจีนกำลังกลับมามีบทบาทในตลาดยูเรียโลกมากขึ้น
แรงส่งจากจีนยิ่งเห็นชัดในการประมูลซื้อยูเรียของอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการคาดหมายว่าจีนอาจเป็นแหล่งจัดหายูเรียอย่างน้อยประมาณ 1.2 ล้านตัน จากปริมาณที่อินเดียจัดซื้อรอบล่าสุดราว 1.7 ล้านตัน
ขณะเดียวกัน ตลาดยูเรียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว โดยมีรายงานการซื้อขายยูเรียจากมาเลเซียเข้าสู่ตลาดอินเดีย ขณะที่ผู้ผลิตในภูมิภาคยังเสนอสินค้าเข้าสู่ตลาดเอเชียอื่น ๆ รวมถึงเวียดนาม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพตลาดยูเรียโลกในเวลานี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นสวนทางกับความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “คอขวด” สำคัญของตลาดปุ๋ยโลก โดยการศึกษาของ North Dakota State University ระบุว่า ในภาวะปกติ พื้นที่อ่าวเปอร์เซียมีสัดส่วนประมาณ 40% ของการส่งออกยูเรียที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศ ดังนั้นความไม่แน่นอนด้านการเดินเรือจึงสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งปริมาณสินค้า ค่าระวาง และราคาปุ๋ยได้อย่างรวดเร็ว
และความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่จบลง
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ระบุว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่อิหร่านเพิ่มรายชื่อเรือที่ถูกห้ามผ่านช่องแคบ และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
นั่นหมายความว่า ตลาดปุ๋ยโลกในขณะนี้กำลังมี “แรงสองด้าน” เกิดขึ้นพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง คือ ความเสี่ยงจากฮอร์มุซและตะวันออกกลาง ซึ่งมีโอกาสดันต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และจำกัดอุปทานยูเรียจากผู้ผลิตรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย
แต่อีกด้านหนึ่ง คือ อุปทานยูเรียจากเอเชีย โดยเฉพาะจีน รวมถึงผู้ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังนำสินค้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ประเทศผู้นำเข้า และเพิ่มการแข่งขันระหว่างผู้ขายในตลาดโลก
แล้วราคาปุ๋ยในไทยจะเป็นอย่างไร?
สำหรับเกษตรกรไทย สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ “อุปทานจากเอเชียจะมากพอชดเชยความเสี่ยงจากฮอร์มุซได้แค่ไหน”
หากจีนยังคงส่งออกยูเรียในปริมาณสูง และผู้ผลิตจากประเทศอื่นสามารถเพิ่มสินค้าเข้าสู่ตลาดได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดความตึงตัวของอุปทานโลก และเป็นแรงถ่วงไม่ให้ราคายูเรียปรับตัวขึ้นรุนแรงจากปัจจัยตะวันออกกลางเพียงด้านเดียว
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า “ปุ๋ยในประเทศไทยจะลดราคา” เนื่องจากราคาปุ๋ยในประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคายูเรียโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางเรือ ต้นทุนการนำเข้า สต๊อกเดิมของผู้นำเข้าและร้านค้า รวมถึงช่วงเวลาที่สินค้าแต่ละล็อตเข้ามาถึงประเทศไทย
ดังนั้นภาพที่น่าจับตามากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่คำถามว่า “ปุ๋ยจะขึ้นหรือจะลง” แต่คือการจับตาว่า ยูเรียจากจีนและเอเชียจะสามารถเข้ามาถ่วงดุลอุปทานจากตะวันออกกลางได้มากเพียงใด
เพราะหากฝั่งเอเชียยังปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดต่อเนื่อง การแข่งขันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญของทิศทางราคาปุ๋ยโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดี #ข่าวเกษตร #ปุ๋ย #ปุ๋ยยูเรีย #ยูเรีย #ราคาปุ๋ย #ปุ๋ยจีน #ปุ๋ยมาเลเซีย #เกษตรกร #ชาวนา #ตลาดปุ๋ยโลก #จีน #มาเลเซีย #อินเดีย #ช่องแคบฮอร์มุซ


