แชร์

“ดิษฐเดช” ดันสวนยางอย่ามีรายได้ทางเดียว! กยท.ตั้งเป้าอารยเกษตร 1 แสนไร่ปี 70 ปลูกพืช–เลี้ยงสัตว์เสริมรายได้

อัพเดทล่าสุด: 8 ก.ย. 2026
41 ผู้เข้าชม

การยางแห่งประเทศไทยเดินหน้าขยาย “สวนยางอารยเกษตร” หลังช่วงปี 2567–2569 มีสวนยางรายย่อยเข้าร่วมแล้วมากกว่า 75,000 ไร่ ตั้งเป้าปี 2570 เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 25,000 ไร่ ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 100,000 ไร่ทั่วประเทศ พร้อมผลักดันสวนต้นแบบ 33 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เน้นใช้พื้นที่สวนยางสร้างรายได้หลายทาง ลดการพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงชนิดเดียว

*นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)** เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการจัดการสวนยางอารยเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567–2569 และได้รับการตอบรับจากเกษตรกร โดยปัจจุบันมีพื้นที่สวนยางรายย่อยเข้าร่วมมากกว่า 75,000 ไร่

สำหรับปี 2570 กยท.ตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มไม่น้อยกว่า 25,000 ไร่ ทำให้พื้นที่รวมภายใต้โครงการเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 100,000 ไร่ทั่วประเทศ

ไม่ได้ให้เลิกปลูกยาง แต่ให้สวนเดียวสร้างรายได้หลายทาง

แนวคิดสวนยางอารยเกษตรไม่ได้มีเป้าหมายให้เกษตรกรเลิกปลูกยางพารา

แต่ต้องการลดความเสี่ยงจากระบบการผลิตที่พึ่งพารายได้จากยางเพียงอย่างเดียว ด้วยการนำกิจกรรมการเกษตรอื่นที่เหมาะสมเข้ามาอยู่ร่วมกับสวนยาง

กิจกรรมสามารถประกอบด้วยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง หรือการผลิตอาหารสำหรับครัวเรือน โดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และช่วงอายุของสวน

สวนยางปลูกใหม่ที่พื้นที่ระหว่างแถวยังได้รับแสงมาก สามารถเลือกปลูกพืชที่ต้องการแสงได้

ส่วนสวนยางที่เปิดกรีดแล้วและมีร่มเงามากขึ้น อาจเลือกพืชที่สามารถอยู่ในสภาพดังกล่าว เช่น กาแฟ โกโก้ เนียง หรือไม้ผลบางชนิด รวมถึงกิจกรรมเลี้ยงไก่และปลา หากสภาพพื้นที่เหมาะสม

นำร่อง 33 สวนต้นแบบใน 10 จังหวัดอีสานบน

กยท.เตรียมผลักดันสวนยางอารยเกษตรต้นแบบจำนวน 33 แห่ง ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

เกษตรกรที่เข้าร่วมตามเงื่อนไขจะได้รับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตตามค่าใช้จ่ายจริงในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือรวมไม่เกิน 15,000 บาทต่อราย

การสนับสนุนครอบคลุมปัจจัยบางประเภท เช่น พันธุ์พืช ปุ๋ยอินทรีย์ พันธุ์สัตว์ และอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงสัตว์

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนต้องเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ สามารถสร้างรายได้ และมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน

เกษตรกรอุดรฯ ใช้สวน 80 ไร่สร้างรายได้หลายทาง

หนึ่งในตัวอย่างที่ กยท.นำเสนอคือ นายบุญนำ ภักดีพันดอน เกษตรกรผู้ทำสวนยางแบบอารยเกษตรในจังหวัดอุดรธานี

นายบุญนำมีพื้นที่สวนยางประมาณ 80 ไร่ หลังเข้ารับการอบรมได้นำความรู้มาปรับการจัดการสวน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเพิ่มสัดส่วนปุ๋ยอินทรีย์

ปัจจุบันใช้ปุ๋ยเคมีประมาณ 40% และปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 60%

ภายในสวนยังปลูกพืชหลายชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน มะม่วง อะโวคาโด ชะอม และพืชผัก รวมถึงเพาะเห็ด เลี้ยงไก่ไข่ และเลี้ยงปลา

แนวทางดังกล่าวทำให้พื้นที่สวนยางสามารถสร้างทั้งอาหารสำหรับครัวเรือนและผลผลิตที่สามารถนำไปจำหน่ายได้หลายช่วงเวลา

หัวใจคือ “กระจายความเสี่ยง”

รายได้จากสวนยางขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณน้ำยาง จำนวนวันกรีด สภาพอากาศ ต้นทุนแรงงาน และราคายางในตลาด

หากครัวเรือนพึ่งพารายได้จากน้ำยางเพียงช่องทางเดียว เมื่อราคายางลดลงหรือฝนตกจนกรีดยางไม่ได้ รายได้ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง

การมีพืชหรือกิจกรรมอื่นเข้ามาเสริมจึงช่วยกระจายความเสี่ยง

พืชผักสามารถสร้างรายได้ในระยะสั้น ขณะที่ไม้ผลหรือพืชอายุยาวอาจสร้างรายได้อีกช่วงหนึ่ง ส่วนการเลี้ยงสัตว์และประมงสามารถสร้างทั้งอาหารและรายได้หมุนเวียน

แนวคิดจึงไม่ได้มุ่งทำให้กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งมาแทนยาง แต่สร้าง “ตะกร้ารายได้” หลายใบให้ครัวเรือน

แต่ปลูกหลายอย่าง ไม่ได้แปลว่าจะมีกำไรมากขึ้นเสมอ

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัด

การเพิ่มกิจกรรมในสวนหมายถึงเกษตรกรอาจต้องมีต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งพันธุ์พืช อาหารสัตว์ น้ำ แรงงาน อุปกรณ์ และเวลาในการดูแล

หากเลือกกิจกรรมไม่เหมาะกับพื้นที่ หรือผลิตสินค้าโดยไม่มีตลาดรองรับ การกระจายกิจกรรมอาจกลายเป็นการกระจายต้นทุนแทนการกระจายรายได้

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจปลูกหรือเลี้ยงเพิ่ม เกษตรกรควรประเมินอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ ความเหมาะสมของพื้นที่ น้ำและแสง แรงงานที่มี และตลาดรับซื้อ

โดยเฉพาะคำถามว่า “ใครจะซื้อ?” ควรตอบให้ได้ก่อนขยายการผลิต

เป้าหมาย 1 แสนไร่ ต้องวัดต่อด้วยรายได้สุทธิ

การเพิ่มพื้นที่สวนยางอารยเกษตรจากกว่า 75,000 ไร่ เป็นอย่างน้อย 100,000 ไร่ในปี 2570 แสดงถึงการขยายโครงการในระดับประเทศ

แต่จำนวนพื้นที่เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกได้ว่าโครงการช่วยเพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกรมากน้อยเพียงใด

ข้อมูลที่ควรติดตามต่อคือ เกษตรกรที่เข้าร่วมมีรายได้จากกิจกรรมเสริมเพิ่มขึ้นกี่บาทต่อปี ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร รายได้จากยางคิดเป็นสัดส่วนลดลงเพียงใด และเมื่อหักต้นทุนทั้งหมดแล้วรายได้สุทธิของครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือไม่

ก่อนหน้านี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่สวนยางในจังหวัดสงขลาและผลักดันแนวคิดอารยเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้ายกระดับรายได้ชาวสวนยางไม่ต่ำกว่า 15,290 บาทต่อไร่ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น “เป้าหมาย” ไม่ใช่การยืนยันว่าเกษตรกรทุกแปลงทำรายได้ถึงระดับดังกล่าวแล้ว

สำหรับชาวสวนยาง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะครบ 100,000 ไร่เมื่อใด

แต่คือ

“สวนยางที่เปลี่ยนจากรายได้ทางเดียวเป็นหลายทาง มีเงินเหลือสุทธิเพิ่มขึ้นจริงกี่บาท?”

หากตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลจากสวนจริงได้ สวนยางอารยเกษตรก็จะมีหลักฐานชัดขึ้นว่า สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางและสร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนชาวสวนได้มากน้อยเพียงใด

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ยางพารา #สวนยาง #ชาวสวนยาง #สวนยางอารยเกษตร #อารยเกษตร #การยางแห่งประเทศไทย #กยท #ดิษฐเดชวัฒนาพร #เกษตรผสมผสาน #พืชแซมยาง #รายได้เกษตรกร


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้