แชร์

“คนซื้อมีแล้ว แต่กล้วยต้องมีให้พอ!” พาณิชย์ลงศรีสะเกษเร่งปั้นแหล่งผลิต หลังญี่ปุ่นเซ็นซื้อ 10,000 ตัน

อัพเดทล่าสุด: 3 ก.ย. 2026
62 ผู้เข้าชม

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อยอดตลาดกล้วยหอมไทยสู่ญี่ปุ่น ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษระหว่างวันที่ 1–2 กันยายน 2569 เพื่อค้นหาและเตรียมความพร้อมเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพผลิตกล้วยหอมสำหรับตลาดส่งออก หลังผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่นเพิ่งลงนามข้อตกลงซื้อขายกล้วยหอมรวม 10,000 ตันในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” ที่เริ่มจากการหาความต้องการของตลาดปลายทาง ก่อนย้อนกลับมาพัฒนาพื้นที่และเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามปริมาณและมาตรฐานที่ผู้ซื้อต้องการ

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในตลาดกล้วยขนาดใหญ่ของโลก โดยมีความต้องการนำเข้ากล้วยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี

ขณะที่ประเทศไทยได้รับโควตาส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่นภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น หรือ JTEPA จำนวน 8,000 ตันต่อปี ในอัตราภาษีนำเข้า 0%

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยยังใช้ประโยชน์จากโควตาดังกล่าวได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือปริมาณผลผลิตที่สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานตลาดญี่ปุ่น

เซ็นซื้อ 10,000 ตัน แล้วต้องกลับมาสร้างต้นน้ำ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดเผยผลการเจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อญี่ปุ่น ผู้ส่งออก และผู้ผลิตไทย ซึ่งนำไปสู่การลงนามข้อตกลงซื้อขายกล้วยหอมรวม 10,000 ตัน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นอีกสัญญาณว่าตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสินค้าจากไทยในระดับที่สามารถขยายตัวได้

แต่เมื่อมีตลาดแล้ว โจทย์ต่อไปคือประเทศไทยต้องสามารถผลิตสินค้าให้ได้ทั้งปริมาณ คุณภาพ และความต่อเนื่องตามที่ผู้ซื้อต้องการ

กระทรวงพาณิชย์จึงลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพบปะเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพหรือสนใจเข้าสู่ระบบการผลิตกล้วยหอมสำหรับตลาดญี่ปุ่น

การเตรียมความพร้อมครอบคลุมตั้งแต่การพิจารณาพื้นที่เพาะปลูก การจัดการผลผลิต มาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับตลาดปลายทาง

ทำไมไทยมีโควตา 8,000 ตัน แต่ยังใช้ไม่เต็ม?

การมีสิทธิภาษี 0% ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถส่งสินค้าได้เต็มโควตาโดยอัตโนมัติ

การส่งออกสินค้าเกษตรยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตสินค้าที่ตรงตามมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า รวมถึงปริมาณผลผลิต ความสม่ำเสมอ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และระบบโลจิสติกส์

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านี้ระบุว่า ไทยยังส่งออกกล้วยภายใต้โควตาดังกล่าวได้ต่ำกว่าศักยภาพ จึงต้องเร่งเพิ่มพื้นที่ผลิตและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกจากกิจกรรมในพื้นที่เป้าหมายให้ทะลุ 10,000 ตันต่อปี และหากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง มองว่าในระยะยาวอาจมีศักยภาพส่งออกกล้วยหอมไทยไปญี่ปุ่นได้ถึง 100,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 100,000 ตันเป็นเป้าหมายศักยภาพระยะยาว ไม่ใช่ยอดคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นแล้ว

ตลาดมาแล้ว ไม่ได้แปลว่า “ปลูกอะไรก็ขายได้”

สำหรับเกษตรกร ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ

ข้อตกลงซื้อขาย 10,000 ตันเป็นสัญญาณด้านตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทุกแปลงจะสามารถส่งสินค้าเข้าญี่ปุ่นได้ทันที

ตลาดญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ความปลอดภัย ขนาดและลักษณะของผลผลิต ไปจนถึงการคัด บรรจุ และการรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่ง

ดังนั้น เกษตรกรที่สนใจเข้าสู่ตลาดส่งออกจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับผู้รวบรวม ผู้ส่งออก หรือโครงการที่มีตลาดปลายทางชัดเจน และผลิตตามข้อกำหนดของผู้ซื้อ

การเพิ่มพื้นที่โดยไม่มีช่องทางตลาดและมาตรฐานรองรับยังคงมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรชนิดอื่น

ตัวอย่าง “ตลาดนำการผลิต” ที่ต้องติดตามผล

สิ่งที่ทำให้กรณีกล้วยหอมครั้งนี้น่าสนใจคือ ลำดับของการดำเนินงาน

ภาครัฐเริ่มจากศึกษาความต้องการของตลาดญี่ปุ่น เชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ประกอบการไทย เกิดข้อตกลงซื้อขาย ก่อนย้อนกลับมาพัฒนาพื้นที่ผลิตและเกษตรกร

แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกก่อน แล้วจึงพยายามหาตลาดรองรับหลังผลผลิตออก

หากสามารถทำให้ปริมาณการผลิตขยายตัวไปพร้อมกับคำสั่งซื้อจริง ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะผลผลิตล้นตลาดในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ข้อตกลง 10,000 ตันจะถูกส่งมอบได้ตามแผนมากน้อยเพียงใด พื้นที่ผลิตใหม่สามารถผ่านมาตรฐานได้มากแค่ไหน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งต่อถึงเกษตรกรได้จริงหรือไม่

สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกกล้วยเพื่อส่งออก บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่คำว่า

*“ญี่ปุ่นต้องการกล้วยเยอะ”**

แต่ควรถามต่อว่า

“ญี่ปุ่นต้องการกล้วยแบบไหน และเรามีผู้ซื้อที่พร้อมรับผลผลิตของเราแล้วหรือยัง?”

เพราะเมื่อคำตอบเรื่องตลาดชัดเจน การขยายพื้นที่ผลิตจึงมีเหตุผลรองรับมากกว่าการปลูกตามกระแส

และกรณีศรีสะเกษครั้งนี้กำลังเป็นอีกตัวอย่างที่น่าติดตามว่า แนวคิด “หาตลาดก่อน แล้วค่อยเพิ่มการผลิต” จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากเพียงใด

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #กล้วยหอม #กล้วยหอมไทย #กล้วยหอมทอง #กล้วยหอมเขียว #ศรีสะเกษ #ตลาดญี่ปุ่น #ส่งออกญี่ปุ่น #DITP #JTEPA #ตลาดนำการผลิต


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้