น้ำหลายพื้นที่เริ่มลด! รัฐบาลชี้เจ้าพระยายังต่ำกว่าคันราว 1 เมตร แต่เกษตรกรอย่าเพิ่งวางใจ—จับตาฝนอีกระลอก 11–13 ต.ค.

รัฐบาลรายงานสถานการณ์น้ำ ณ 5 ตุลาคม 2569 หลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น น้ำจากนครสวรรค์ลงภาคกลางลดลง เจ้าพระยาที่ไหลสู่นนทบุรี–กรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 1 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนช่วง 5–7 ตุลาคม และฝนอีกรอบ 11–13 ตุลาคม โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้ ย้ำพยากรณ์ช่วง 11–13 ตุลาคมยังมีความไม่แน่นอน
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสถานการณ์จากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ถึงสถานการณ์ฝน น้ำท่วม และพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ
ข้อมูลล่าสุดในวันดังกล่าวสะท้อนว่า สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถลดระดับการเฝ้าระวังได้ทั้งหมด เพราะยังมีฝนอีกหลายช่วงที่ต้องติดตาม
เจ้าพระยาต่ำกว่าคันประมาณ 1 เมตร
สถานการณ์ภาคเหนือพบว่า ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่น้ำจากนครสวรรค์ที่ไหลลงสู่ภาคกลางเริ่มลดลง
เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในระดับ ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปริมาณน้ำเหนือเริ่มลดลง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจึงมีแนวโน้มลดตาม
รัฐบาลระบุว่า ระดับน้ำที่ไหลลงสู่นนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ณ ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม ยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 1 เมตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นสถานการณ์ ณ เวลารายงาน ไม่ควรนำไปใช้เป็นระดับน้ำของวันต่อ ๆ ไปโดยไม่ตรวจข้อมูลใหม่
ต่ำกว่าคัน 1 เมตร ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่ปลอดภัย
คำว่าเจ้าพระยาต่ำกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 1 เมตร ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมดจะไม่มีความเสี่ยง
การประเมินต้องดูสภาพพื้นที่เป็นรายจุด รวมถึงระดับน้ำในลำน้ำสาขา การระบายจากระบบชลประทาน น้ำทะเลหนุน และปริมาณฝนในพื้นที่
สำหรับเกษตรกรที่มีแปลงอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือริมแม่น้ำ จึงยังต้องติดตามประกาศของหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ภาคตะวันออก น้ำเริ่มลดแต่บางพื้นที่ยังต้องเฝ้า
นครนายกและปราจีนบุรีมีระดับน้ำลดลง และน้ำเริ่มไหลลงสู่ฉะเชิงเทราผ่านลุ่มน้ำบางปะกง
ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ แต่รัฐบาลยังขอให้พื้นที่ริมตลิ่งใน อำเภอบางคล้า อำเภอราชสาส์น และอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เฝ้าระวังสถานการณ์
ปทุมธานีก็เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องติดตาม เนื่องจากรับน้ำจากนครนายก
ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคมยังมีการแจ้งเตือนพัทยา จ.ชลบุรี จากแบบจำลอง Nowcast ว่าในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว อาจ มีฝนหนักประมาณ 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และอาจเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ
ข้อมูลส่วนนี้เป็นพยากรณ์เฉพาะช่วงวันที่ 5 ตุลาคม จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นคำเตือนของวันที่ 6 ตุลาคมโดยไม่มีข้อมูลใหม่
5–7 ต.ค. ยังมีฝน โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดู
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ในข้อมูลชุดนี้ว่า ช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายในหลายพื้นที่ และให้ระวังฟ้าผ่า เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูใหม่
แนวฝนจะกระจายจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ก่อนเคลื่อนไปทางภาคตะวันตกบริเวณกาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ แล้วจึงมีแนวโน้มอ่อนลง
ส่วนภาคใต้มีแนวโน้มฝนเพิ่มในช่วง 5–7 ตุลาคม และต้องระวังฝนหนักที่อาจนำไปสู่น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ภูเขาและทางน้ำ
รอบต่อไป 11–13 ต.ค. ต้องจับตา แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดแล้ว
ประเด็นใหม่ที่ต้องติดตามคือแนวโน้มฝนช่วง 11–13 ตุลาคม 2569
การคาดการณ์ระบุว่า ฝนอาจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณ ภาคตะวันตกและภาคเหนือ
หากภาคเหนือมีฝนมาก น้ำจะไหลเข้าสู่แม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ก่อนรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคเหนือยังมีพื้นที่รับน้ำและเขื่อนที่สามารถรองรับน้ำได้อีกระดับหนึ่ง
ส่วนภาคใต้มีแนวโน้มฝนเพิ่มอีกครั้งในช่วง 11–13 ตุลาคม
พยากรณ์ 11–13 ต.ค. อาจคลาดเคลื่อน
จุดสำคัญที่สุดในการอ่านข้อมูลชุดนี้คือ รัฐบาลระบุเองว่า การคาดการณ์ฝนช่วง 11–13 ตุลาคมเป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ ปริมาณฝนจึงอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
ดังนั้นควรใช้คำว่า “คาด” “มีแนวโน้ม” หรือ “ต้องจับตา”
ไม่ควรเขียนว่า ภาคเหนือ ภาคตะวันตก หรือภาคใต้ “จะเกิดฝนหนักแน่นอน” ในวันที่ 11–13 ตุลาคม
ต้องติดตามพยากรณ์ระยะสั้นอีกครั้งเมื่อเข้าใกล้วันจริง
ภาคตะวันตกเขื่อนน้ำเกิน 90%
ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคมยังระบุว่า เขื่อนในจังหวัดกาญจนบุรีและเพชรบุรีมีปริมาณน้ำมากกว่า 90% ของความจุ
กรมชลประทานจึงมีการระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป
ขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำแม่กลองบริเวณอำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา ณ วันที่รายงาน ยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร
ตัวเลขมากกว่า 90% เป็นสถานะปริมาณน้ำในเขื่อน ไม่ได้หมายความว่าเขื่อนล้นหรือเกิดน้ำท่วมแล้ว
กรุงเทพฯ หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย
กรมชลประทานให้ข้อมูลว่า น้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาและไหลลงสู่อ่าวไทยไม่ได้ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่รายงาน
สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครจึงเริ่มคลี่คลาย โดยรัฐบาลยกตัวอย่างพื้นที่เคหะร่มเกล้าที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถสัญจรได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเป็นข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม และยังต้องติดตามฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นรายวัน
เกษตรกรอย่าดูแค่ว่า “น้ำลดแล้ว”
สำหรับภาคเกษตร การที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเริ่มลดลงถือเป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าความเสี่ยงผ่านไปแล้ว
เกษตรกรควรติดตามพร้อมกันอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ ระดับน้ำในพื้นที่ของตน ปริมาณฝนต้นน้ำ การระบายของเขื่อนและประตูน้ำ และพยากรณ์ฝนระยะสั้น
โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ และนอกคันกั้นน้ำ ต้องเฝ้าระวังมากกว่าพื้นที่ภายในระบบป้องกันน้ำท่วม
ส่วนพยากรณ์ฝนช่วง 11–13 ตุลาคมควรใช้เพื่อ เตรียมพร้อมล่วงหน้า แต่ยังไม่ควรใช้เป็นข้อสรุปว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือพืชผลเสียหายแน่นอน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
ช่วง 6–10 ตุลาคม ต้องติดตามว่าฝนในพื้นที่ต่าง ๆ ลดลงตามแนวโน้มหรือไม่ รวมถึงระดับน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำบางปะกง และเขื่อนในภาคตะวันตก
จากนั้นช่วงใกล้วันที่ 11 ตุลาคม ต้องตรวจพยากรณ์ใหม่อีกครั้งว่า แนวฝนที่คาดว่าจะเพิ่มในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ยังคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับเกษตรกร หลักสำคัญคือ “น้ำเริ่มลด = สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่สัญญาณให้หยุดเฝ้าระวัง” เพราะยังมีฝนอีกระลอกที่ต้องติดตามและพยากรณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้
ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


