อ้อยไทยอาจไปไกลกว่าน้ำตาล! สอน.–สศอ. คุยญี่ปุ่น ดันชีวมวลผลิต “สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง” แต่ยังไม่ใช่ดีลรับซื้อ

สอน. และ สศอ. หารือบริษัท miibio จากญี่ปุ่น วันที่ 2 ตุลาคม 2569 มองแนวทางใช้เทคโนโลยีชีวภาพต่อยอดอ้อยและชีวมวลของไทยสู่การผลิตสารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง เปิดทางเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบเกษตรสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่สถานะปัจจุบันยังเป็นการหารือความร่วมมือ ไม่มีตัวเลขลงทุน โรงงาน ปริมาณวัตถุดิบ หรือราคารับซื้อจากเกษตรกร
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) หารือกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาแนวทางต่อยอดอ้อย ชีวมวล และวัสดุชีวภาพของประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น
การหารือมีขึ้นที่กรุงเทพฯ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ไทย–ญี่ปุ่นคุยเทคโนโลยีชีวภาพ
การหารือเกิดขึ้นหลัง นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มอบหมายให้ สศอ. และ สอน. หารือแนวทางความร่วมมือกับบริษัท miibio จากประเทศญี่ปุ่น
ฝ่าย สอน. มี นายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และ นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน พร้อมเจ้าหน้าที่ สอน. และ สศอ.
ฝ่ายญี่ปุ่นนำโดย Kensho Hayamizu ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท miibio พร้อมคณะ
ประเด็นหลักคือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะ อ้อยและชีวมวล ไปสู่การผลิตสารเคมีชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
จากอ้อยและชีวมวล ไปสู่ “สารเคมีชีวภาพ”
แนวคิดสำคัญคือการขยายมูลค่าของวัตถุดิบเกษตรออกไปจากผลิตภัณฑ์แบบเดิม โดยนำชีวมวลมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตทางชีวภาพ หรือ biomanufacturing
ข้อมูลของ miibio ระบุว่า บริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้จุลินทรีย์ในการผลิตสารเคมีชีวภาพ และใช้เทคโนโลยีควบคุมกระบวนการด้วยแสง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายหนึ่งคือการใช้วัตถุดิบชีวมวลทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียมในการผลิตสารเคมีบางประเภท
จึงทำให้ชีวมวลจากภาคเกษตรมีโอกาสถูกมองเป็น “วัตถุดิบอุตสาหกรรม” มากกว่าการเป็นวัสดุเหลือใช้เพียงอย่างเดียว
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับชาวไร่อ้อย?
หากอุตสาหกรรมชีวภาพสามารถพัฒนาไปถึงระดับเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยได้จริง ความต้องการวัตถุดิบชีวมวลอาจสร้างช่องทางใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อ้อยเพิ่มขึ้น
ในหลักการ นั่นหมายถึงอ้อยและวัสดุชีวมวลอาจไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะจากน้ำตาลหรือพลังงาน แต่สามารถต่อยอดไปเป็นวัตถุดิบสำหรับสารเคมีและวัสดุอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางเทคโนโลยีไม่เท่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรแล้ว
ข่าวต้นทางยังไม่มีหลักฐานว่ามีการทำสัญญารับซื้ออ้อยหรือชีวมวลจากชาวไร่
ตอนนี้ยังเป็น “หารือ” ไม่ใช่ “ลงทุนแล้ว”
สถานะของข่าวต้องแยกให้ชัดเจน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สอน. และ สศอ. หารือกับบริษัทญี่ปุ่นถึงแนวทางความร่วมมือและการต่อยอดเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย
แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันเรื่อง วงเงินลงทุน
ยังไม่มีการประกาศ สถานที่ตั้งโรงงาน
ยังไม่มีข้อมูล กำลังการผลิต
ยังไม่มีตัวเลข ปริมาณอ้อยหรือชีวมวลที่จะใช้
และยังไม่มี ราคารับซื้อหรือสัญญารับซื้อจากเกษตรกร
ดังนั้น การหารือครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความเป็นการเปิดตลาดรับซื้ออ้อยหรือชีวมวลแห่งใหม่แล้ว
เทคโนโลยีของ miibio อยู่ตรงไหน?
ข้อมูลจากหน่วยงาน NEDO ของญี่ปุ่นระบุว่า miibio กำลังพัฒนาเทคโนโลยี biomanufacturing ที่ใช้การควบคุมด้วยแสง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารเป้าหมาย และมีโครงการพัฒนาไปถึงระดับโรงงานนำร่อง
จุดนี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงงานผลิตเชิงพาณิชย์จากชีวมวลอ้อยในประเทศไทยเกิดขึ้นแล้ว
จึงต้องแยก ความพร้อมทางเทคโนโลยี ออกจาก การลงทุนเชิงพาณิชย์ในไทย
ถ้าจะวัดว่าเกษตรกรได้ประโยชน์จริง ต้องดูอะไรต่อ?
สำหรับชาวไร่อ้อย สิ่งสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงว่ามีเทคโนโลยีใหม่หรือไม่ แต่ต้องดูว่าโครงการจะเดินหน้าถึงขั้นใช้วัตถุดิบจริงหรือไม่
หากมีพัฒนาการต่อ ควรจับตาอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ วัตถุดิบที่ต้องการ ปริมาณที่ใช้ จุดตั้งโรงงาน และเงื่อนไขหรือราคารับซื้อ
เพราะหากเทคโนโลยีสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้ แต่ไม่ได้สร้างความต้องการวัตถุดิบหรือผลตอบแทนเพิ่มเติมให้เกษตรกร ประโยชน์ต่อชาวไร่อ้อยก็อาจยังอยู่ปลายทาง
ในทางกลับกัน หากเกิดการลงทุนและมีความต้องการชีวมวลในประเทศจริง ก็อาจกลายเป็นอีกช่องทางเพิ่มมูลค่าให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมอ้อยของไทยได้
ขณะนี้จึงควรมองข่าวนี้เป็น การเปิดแนวทางความร่วมมือเพื่อเพิ่มมูลค่าอ้อยและชีวมวล มากกว่าการประกาศว่าตลาดใหม่ของชาวไร่อ้อยเกิดขึ้นแล้ว
ข้อมูลประกอบ : NEDO ประเทศญี่ปุ่น
ที่มา : สอน.
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


