ไทยจับตาคู่แข่งช่วงปลายฤดู ทุเรียนเวียดนามขายปลีกเริ่ม 67,000 ดอง/กก.! ตลาดโฮจิมินห์แข่งโปรฯ

ตลาดทุเรียนเวียดนามต้นเดือนตุลาคมพบราคาขายปลีกหลายระดับ ตลาดดั้งเดิมนครโฮจิมินห์ขาย Ri6, Hat Lep และ Chuong Bo ประมาณ 70,000 ดองต่อกิโลกรัม ขณะที่ MM Mega Market สาขา An Phu จัดโปรโมชั่น Ri6 แบบทั้งผล จาก 89,000 เหลือ 67,000 ดองต่อกิโลกรัม ด้าน Dang Phuc Nguyen เลขาธิการ VINAFRUIT มองว่าราคาที่ลดลงเกี่ยวข้องกับกลไกอุปสงค์–อุปทานและปริมาณผลผลิต ย้ำตัวเลขเหล่านี้เป็นราคาขายปลีก ไม่ใช่ราคาหน้าสวน
ZNews รายงานเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ถึงสถานการณ์ตลาดทุเรียนในเวียดนาม ซึ่งพบว่าราคาขายปลีกในนครโฮจิมินห์มีหลายระดับตามพันธุ์ สถานที่จำหน่าย และรูปแบบสินค้า
ในตลาดดั้งเดิม ผู้บริโภคสามารถพบทุเรียน Ri6, Hat Lep และ Chuong Bo ราคาประมาณ 70,000 ดองต่อกิโลกรัม
ขณะที่ Musang King อยู่ประมาณ 100,000 ดองต่อกิโลกรัม และทุเรียนแกะเนื้อในตลาดอยู่ประมาณ 90,000 ดองต่อกิโลกรัม
MM Mega Market ลด Ri6 จาก 89,000 เหลือ 67,000 ดอง
ตัวเลข 67,000 ดองต่อกิโลกรัม ที่เป็นจุดสนใจของข่าวมาจากโปรโมชั่นของ MM Mega Market สาขา An Phu
ทุเรียน Ri6 แบบทั้งผลถูกลดราคาจาก 89,000 ดองต่อกิโลกรัม เหลือ 67,000 ดองต่อกิโลกรัม
ขณะที่ทุเรียนแกะเนื้อในสาขาดังกล่าวจัดโปรโมชั่นที่ 109,000 ดองต่อกิโลกรัม
ต้นข่าวระบุว่า ราคาโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าจำนวนมากในช่วงสุดสัปดาห์ และพนักงานของสาขาให้ข้อมูลว่า หลังใช้ราคาโปรโมชั่น สินค้าบนชั้นจำหน่ายหมดเร็ว
ข้อมูลส่วนนี้จึงสะท้อนว่า แม้มีการลดราคา แต่ความต้องการของผู้บริโภคในช่องทางค้าปลีกดังกล่าวยังตอบรับโปรโมชั่น
67,000 ดองไม่ใช่ราคาหน้าสวน
สถานะของราคาต้องแยกให้ชัด
67,000 ดองต่อกิโลกรัมเป็นราคาขายปลีกโปรโมชั่นของทุเรียน Ri6 แบบทั้งผลที่ MM Mega Market สาขา An Phu
ไม่ใช่ราคาที่เกษตรกรเวียดนามขายออกจากสวน ไม่ใช่ราคาส่งออก และไม่ใช่ราคาเฉลี่ยทุเรียน Ri6 ทั่วประเทศเวียดนาม
เช่นเดียวกับราคา 70,000 ดองต่อกิโลกรัมในตลาดดั้งเดิม ซึ่งเป็นราคาขายปลีกในตลาดนครโฮจิมินห์
ดังนั้นการนำตัวเลขเหล่านี้ไปเปรียบเทียบตรงกับราคาหน้าสวนของไทยจะทำให้เข้าใจผิด เพราะอยู่คนละระดับของห่วงโซ่การค้า
VINAFRUIT ชี้อุปสงค์–อุปทานและปริมาณผลผลิต
Dang Phuc Nguyen เลขาธิการ Vietnam Fruit and Vegetable Association หรือ VINAFRUIT ให้ความเห็นว่า การลดลงของราคาทุเรียนตามซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดภายในประเทศจนอยู่ในระดับหลักหมื่นดองต่อกิโลกรัม มีสาเหตุหลักจากกลไกอุปสงค์และอุปทานของตลาด และส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับปริมาณผลผลิต
มุมดังกล่าวช่วยแยกให้เห็นว่า ราคาขายปลีกที่ลดลงไม่ได้มีปัจจัยเดียว และต้องพิจารณาทั้งด้านปริมาณสินค้าที่ออกสู่ตลาดและความต้องการซื้อ
ประเด็นจีน ต้องระวังกรอบเวลา “หลังเทศกาล”
ต้นข่าวยังระบุว่า หลังเทศกาลใหญ่ ความต้องการทุเรียนในจีนลดลง ขณะที่จีนเป็นหนึ่งในตลาดทุเรียนสำคัญของเวียดนาม จึงทำให้ผู้ซื้อภายในประเทศลดปริมาณการรับสินค้า
อย่างไรก็ตาม ข่าวฉบับนี้เผยแพร่วันที่ 4 ตุลาคม 2569 จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าคำว่า “หลังเทศกาลใหญ่” ในข้อความดังกล่าวอ้างถึงช่วงเวลาใด และสัมพันธ์กับวันที่เผยแพร่ข่าวอย่างไร
จึงยังไม่ควรนำข้อความดังกล่าวไปขยายเป็นข้อสรุปว่า ความต้องการของจีนได้ลดลงแล้ว ณ วันที่ 4 ตุลาคม หากยังไม่มีกรอบเวลาที่ตรวจสอบชัดเจน
และไม่ควรขยายเป็นคำกล่าวว่า “จีนหยุดซื้อ” เพราะต้นทางไม่ได้ระบุเช่นนั้น
ทำไมชาวสวนไทยต้องจับตา?
เวียดนามเป็นคู่แข่งของไทยในตลาดทุเรียนจีน การเปลี่ยนแปลงด้านผลผลิต ราคา และความต้องการซื้อของตลาดเวียดนามจึงเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันของไทย
อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกในเวียดนามลดลง ไม่ได้หมายความว่าราคาทุเรียนไทยจะลดลงตาม
ราคาที่เกษตรกรไทยได้รับยังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต พันธุ์ เกรด คุณภาพ พื้นที่ จุดรับซื้อ ราคาหน้าล้ง ความต้องการส่งออก และภาวะตลาดในช่วงนั้น
นอกจากนี้ หากจะเปรียบเทียบการแข่งขันด้านราคาระหว่างไทยกับเวียดนาม ควรใช้ข้อมูลที่อยู่ในสถานะเดียวกัน เช่น ราคาหน้าสวนเทียบราคาหน้าสวน หรือราคาส่งออกเทียบราคาส่งออก ไม่ใช่นำราคาขายปลีกโปรโมชั่นของเวียดนามมาเทียบกับราคาที่ชาวสวนไทยได้รับ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
ข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตามต่อคือ ราคาทุเรียนหน้าสวนของเวียดนาม ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด และทิศทางการรับซื้อจากตลาดจีน
หากข้อมูลเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะช่วยประเมินได้ชัดขึ้นว่า การลดราคาที่เห็นในตลาดค้าปลีกเป็นเพียงการแข่งขันโปรโมชั่นในประเทศ หรือสะท้อนแรงกดดันที่ส่งผ่านมาจากระดับสวนและตลาดส่งออกด้วย
สำหรับไทย ต้องติดตามราคาหน้าสวน ราคาหน้าล้ง ปริมาณผลผลิต และการส่งออกไปจีนในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนสรุปผลต่อเกษตรกรไทย
ข้อมูลความเห็น : Dang Phuc Nguyen เลขาธิการ Vietnam Fruit and Vegetable Association (VINAFRUIT)
ที่มา : ZNews ผ่าน Vietnam.vn
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


