แชร์

น้ำเหนือเริ่มลด แต่ทำไมยังระบายเพิ่ม? กรมชลฯ แจงมวลน้ำเก่ายังลงมา เกษตรกรพื้นที่ลุ่มต่ำอย่าเพิ่งวางใจ

อัพเดทล่าสุด: 3 ต.ค. 2026
41 ผู้เข้าชม

กรมชลประทานอธิบายเหตุแม้น้ำเหนือบางจุดเริ่มลด แต่เขื่อนเจ้าพระยายังจำเป็นต้องทยอยปรับการระบาย เพราะมวลน้ำก่อนหน้ายังเดินทางลงมาและมีน้ำสะสมเหนือเขื่อน ขณะที่การรับน้ำเข้าระบบชลประทานสองฝั่งมีข้อจำกัด เกษตรกรพื้นที่ลุ่มต่ำ เหนือและท้ายเขื่อนจึงยังต้องติดตามระดับน้ำ โดยตัวเลขในข่าวเป็นข้อมูลวันที่ 2 ต.ค. 2569 ไม่ใช่ค่าปัจจุบันของวันที่ 3 ต.ค.

กรมชลประทานชี้แจงสถานการณ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ถึงข้อสงสัยว่า เหตุใดเมื่อสถานการณ์น้ำทางตอนเหนือบางจุดเริ่มลดลงแล้ว เขื่อนเจ้าพระยาจึงยังต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำ

คำตอบสำคัญคือ ระดับน้ำแต่ละจุดไม่ได้เพิ่มและลดพร้อมกัน

น้ำเหนือลด ไม่ได้แปลว่าน้ำหน้าเขื่อนลดทันที

ฝนในพื้นที่ตอนบนทำให้น้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น ก่อนมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ และไหลต่อมายังเขื่อนเจ้าพระยา

แม้ระดับน้ำทางตอนบนบางจุดเริ่มลดลง แต่มวลน้ำที่ไหลลงมาก่อนหน้านั้นยังต้องใช้เวลาเดินทาง จึงยังทยอยมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา

ขณะเดียวกันยังมีน้ำสะสมอยู่บริเวณเหนือเขื่อน ทำให้กรมชลประทานต้องบริหารระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง

ต้องทำทั้ง “หน่วง–รับ–ระบาย”

กรมชลประทานใช้การบริหารหลายส่วนพร้อมกัน ได้แก่ การหน่วงน้ำเหนือเขื่อน การรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ และการทยอยระบายผ่านเขื่อน

อย่างไรก็ตาม การรับน้ำเข้าระบบชลประทานไม่สามารถเพิ่มได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เพราะต้องพิจารณาปริมาณฝน น้ำที่มีอยู่ในระบบ และความสามารถในการระบายของแต่ละพื้นที่ด้วย

การทยอยเพิ่มการระบายจึงเป็นการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเหนือเขื่อนกับผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ไม่ใช่เพียงดูว่าระดับน้ำในภาคเหนือลดลงหรือไม่

ป่าสัก–พระราม 6 ต้องติดตามควบคู่กัน

ข้อมูลในรายงานวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระบายน้ำในอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารระดับน้ำและความปลอดภัยของเขื่อน

น้ำส่วนนี้ไหลต่อมายังเขื่อนพระราม 6 ซึ่งในรายงานวันเดียวกันระบุอัตราระบาย 546 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.00–1.20 เมตร

จากนั้นน้ำจะไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนผ่านบริเวณสถานี C.29B จังหวัดปทุมธานี ซึ่งรายงานปริมาณน้ำประมาณ 2,444 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลในรายงานวันที่ 2 ต.ค. ไม่ควรนำไปใช้เป็นค่าระดับน้ำปัจจุบันของวันที่ 3 ต.ค. โดยไม่ตรวจประกาศล่าสุด

เกษตรกรพื้นที่ลุ่มต่ำยังต้องระวัง

ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ การบริหารปริมาณน้ำที่ C.29B เพื่อลดผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือเขื่อน ท้ายเขื่อน ริมแม่น้ำ หรือนอกคันกั้นน้ำทุกแห่งจะไม่มีความเสี่ยง

ระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ภูมิประเทศ การระบายในแม่น้ำและคลอง รวมถึงฝนที่ตกในพื้นที่

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการระบายของเขื่อนเจ้าพระยา แต่รวมถึงประกาศระดับน้ำของพื้นที่ตัวเอง โดยเฉพาะแปลงเกษตรริมแม่น้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายเครื่องจักร ปัจจัยการผลิต สัตว์เลี้ยง และผลผลิตหากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

ต้องติดตามปริมาณน้ำที่เดินทางลงมาจากตอนบน ระดับน้ำเหนือและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา การระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 ตลอดจนฝนในพื้นที่และภาวะน้ำขึ้น–น้ำลง ซึ่งล้วนมีผลต่อความสามารถในการระบายน้ำออกสู่ทะเล

ดังนั้น คำว่า “น้ำเหนือเริ่มลด” ยังไม่ใช่สัญญาณให้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมดวางใจได้ทันที เพราะมวลน้ำในระบบเดียวกันเดินทางถึงแต่ละจุดไม่พร้อมกัน และการบริหารน้ำยังต้องปรับตามสถานการณ์เป็นระยะ

ที่มา : CH7ON / Ch7HD News

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้