แชร์

ยูเรียโลกเตรียมเพิ่มอีก 2.6 ล้านตัน/ปี! SABIC เดินหน้าโรงงานใหม่ซาอุฯ ดันกำลังผลิตรวมแตะ 7.4 ล้านตัน—แต่ต้องรอถึงปี 2573

อัพเดทล่าสุด: 3 ต.ค. 2026
29 ผู้เข้าชม

SABIC Agri-Nutrients เดินหน้าโครงการโรงงานแอมโมเนียและยูเรียแห่งใหม่ในซาอุดีอาระเบีย เลือก KBR จัดหาเทคโนโลยีโรงงานแอมโมเนียกำลังผลิต 1.2 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการรวมจะเพิ่มกำลังผลิตยูเรียอีก 2.6 ล้านตันต่อปี ดันกำลังผลิตรวมของบริษัทจาก 4.8 เป็น 7.4 ล้านตันต่อปี หรือเพิ่มประมาณ 54% แต่ยังไม่ใช่อุปทานที่เข้าสู่ตลาดปัจจุบัน เพราะตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ไตรมาส 4 ปี 2573

KBR ได้งานเทคโนโลยีโรงงานแอมโมเนียแห่งใหม่

World Fertilizer รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ว่า SABIC Agri-Nutrients Company หรือ SABIC AN เลือกเทคโนโลยี Purifier® ของ KBR สำหรับโรงงานแอมโมเนียแห่งใหม่ในเมือง Jubail ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ภายใต้สัญญา KBR จะรับผิดชอบด้านสิทธิการใช้เทคโนโลยี การออกแบบวิศวกรรมพื้นฐาน อุปกรณ์เฉพาะ และการจัดหาตัวเร่งปฏิกิริยา โดยทำงานร่วมกับ Samsung E&A ซึ่งเป็นผู้รับเหมางาน EPC ของโครงการ

โรงงานแอมโมเนียถูกออกแบบเป็นสายการผลิตเดี่ยวขนาด 3,500 ตันต่อวัน หรือมีกำลังผลิตประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี

KBR ระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวออกแบบให้มีความเข้มการปล่อยคาร์บอนต่อการผลิตแอมโมเนียหนึ่งตันต่ำกว่ากระบวนการแอมโมเนียแบบดั้งเดิม

ไม่ใช่แค่โรงงานแอมโมเนีย—โครงการมีโรงยูเรียใหม่ 2 แห่ง

ข้อมูลจาก SABIC AN ทำให้เห็นภาพโครงการชัดขึ้นว่า โรงงานแอมโมเนียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

โครงการประกอบด้วยโรงงานแอมโมเนียกำลังผลิต 1.2 ล้านตันต่อปี และโรงงานผลิตยูเรียอีก 2 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 2.6 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ยังมีระบบดักจับคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ SABIC AN คาดว่ากำลังผลิตยูเรียรวมของบริษัทจะเพิ่มจาก 4.8 ล้านตันต่อปี เป็น 7.4 ล้านตันต่อปี

คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 54%

ผ่าน Final Investment Decision แล้ว แต่ยังไม่ได้ผลิต

สถานะของโครงการต้องแยกให้ชัด

SABIC AN ได้อนุมัติ Final Investment Decision (FID) หรือการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย และมอบสัญญา EPC ให้ Samsung E&A แล้ว

แต่การอนุมัติลงทุนและมอบสัญญาก่อสร้าง ไม่เท่ากับโรงงานเปิดผลิตแล้ว

ตามแผนของ SABIC AN การก่อสร้างจะเริ่มใน ไตรมาส 4 ปี 2569

การทดสอบเดินเครื่องคาดว่าจะเริ่มใน ไตรมาส 3 ปี 2573

และตั้งเป้าเริ่ม ผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2573

ดังนั้นกำลังผลิตยูเรียใหม่ 2.6 ล้านตันต่อปี ยังไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นอุปทานยูเรียที่มีอยู่ในตลาดโลกขณะนี้

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับตลาดปุ๋ย?

แอมโมเนียเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน รวมถึงยูเรีย การเพิ่มกำลังผลิตในตะวันออกกลางจึงมีความสำคัญต่อโครงสร้างอุปทานปุ๋ยไนโตรเจนของโลกในระยะยาว

ซาอุดีอาระเบียมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและเป็นฐานการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนรายสำคัญ การที่ SABIC AN เตรียมเพิ่มกำลังผลิตยูเรียอีก 2.6 ล้านตันต่อปี จึงเป็นปริมาณที่ตลาดปุ๋ยโลกควรจับตาเมื่อโครงการเข้าใกล้ช่วงเปิดดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม การมีกำลังผลิตเพิ่มไม่ได้หมายความว่าปริมาณทั้งหมดจะถูกส่งออก หรือเข้าสู่ตลาดเดียวกันในทันที ต้องติดตามตลาดเป้าหมาย อัตราการเดินเครื่อง และภาวะอุปสงค์โลกในช่วงปี 2573 อีกครั้ง

แล้วปุ๋ยยูเรียในไทยจะถูกลงไหม?

ขณะนี้ยังสรุปไม่ได้

โครงการนี้อาจเพิ่มอุปทานยูเรียโลกในระยะยาว แต่ยังเหลือเวลาประมาณ 4 ปีก่อนกำหนดเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

ระหว่างนั้นราคายูเรียโลกสามารถเปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัย เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติ การผลิตและส่งออกของจีน ความต้องการนำเข้าของอินเดีย การผลิตจากตะวันออกกลาง นโยบายส่งออก ต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับราคาปุ๋ยที่เกษตรกรไทยซื้อ ยังมีปัจจัยเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนนำเข้า ค่าขนส่ง สต็อกในประเทศ และการแข่งขันในตลาดไทย เข้ามาเกี่ยวข้องอีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้นข่าวนี้ไม่ควรตีความว่า “ซาอุฯ เพิ่มโรงงานแล้ว ยูเรียไทยจะถูกลง”

สิ่งที่ข่าวยืนยันได้คือ SABIC AN กำลังลงทุนเพิ่มกำลังผลิตยูเรียครั้งใหญ่ และหากโครงการเดินตามแผน กำลังผลิตของบริษัทจะเพิ่มจาก 4.8 เป็น 7.4 ล้านตันต่อปีในอนาคต

ตัวเลขที่ต้องจำให้ถูก

3,500 ตัน/วัน = กำลังผลิตโรงงานแอมโมเนียใหม่

1.2 ล้านตัน/ปี = กำลังผลิตแอมโมเนียของโรงงานใหม่

2.6 ล้านตัน/ปี = กำลังผลิตรวมของโรงงานยูเรียใหม่ 2 แห่ง

4.8 → 7.4 ล้านตัน/ปี = กำลังผลิตยูเรียรวมของ SABIC AN ที่คาดว่าจะเพิ่มเมื่อโครงการเสร็จ

ไตรมาส 4 ปี 2573 = เป้าหมายเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

ตัวเลขทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของ กำลังผลิตในอนาคต ไม่ใช่ปริมาณยูเรียที่เพิ่มเข้าสู่ตลาดแล้วในเดือนตุลาคม 2569

สำหรับเกษตรกรไทยและผู้ค้าปุ๋ย ข่าวนี้ควรเก็บไว้เป็นหนึ่งในตัวแปรของ Fertilizer Watch ระยะยาว และติดตามควบคู่กับราคายูเรีย FOB ตะวันออกกลาง การส่งออกจีน การประมูลซื้อของอินเดีย ราคาก๊าซ และค่าระวางเรือ จึงจะเห็นทิศทางต้นทุนปุ๋ยไทยได้ชัดขึ้น

ข้อมูลประกอบ : KBR และ SABIC Agri-Nutrients

ที่มา : World Fertilizer

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้