ไทยรอเสียบ? อินเดียเจอฝนขาด ข้าว–ข้าวโพด–ถั่วเหลืองเสี่ยงผลผลิตลด เกษตรกรอยากเห็นรัฐเดินเกมเชิงรุก

พื้นที่ปลูกพืชฤดู Kharif ของอินเดียลดลงจากปีก่อนเพียง 1.2% แต่ความเสี่ยงกำลังย้ายจาก “พื้นที่เพาะปลูก” มาสู่ “ผลผลิตต่อพื้นที่” หลังมรสุมปี 2026 มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 12% และกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและพืชตระกูลถั่วในหลายพื้นที่เผชิญความเสี่ยงด้านผลผลิต
ฝนอินเดียขาดเกือบ 12%
The Financial Express รายงานว่า ฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งครอบคลุมช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน กำลังจะสิ้นสุดลง โดยข้อมูลถึงวันอาทิตย์ระบุว่า ปริมาณฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 11.9%
Akshay Deoras นักวิจัยอาวุโสด้านอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัย Reading สหราชอาณาจักร ประเมินว่า เมื่อมรสุมถอนตัว อินเดียอาจจบฤดูด้วยฝนขาดประมาณ 12% โดยมรสุมปีนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก El Niño
แต่ตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศยังไม่สะท้อนปัญหาทั้งหมด เพราะฝนกระจายตัวแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค
ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีฝนต่ำกว่าปกติ 6.3% ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่าปกติ 24.5% และคาบสมุทรตอนใต้ต่ำกว่าปกติ 23.4%
จากเกือบ 740 เขตทั่วประเทศ มี 309 เขต หรือประมาณ 42% ที่ได้รับฝนในระดับ “ขาด” ถึง “ขาดมาก”
ปลูกลดเพียง 1.2% แต่โจทย์อยู่ที่ผลผลิต
ข้อมูลกระทรวงเกษตรอินเดียที่ The Financial Express นำมาอ้าง ระบุพื้นที่ปลูกพืช Kharif รวมประมาณ 109.49 ล้านเฮกตาร์ ลดลง 1.2% จากปีก่อน
Kharif คือกลุ่มพืชที่เพาะปลูกในช่วงฤดูมรสุมของอินเดีย ครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิด เช่น ข้าว พืชตระกูลถั่ว พืชน้ำมัน ฝ้าย อ้อย และธัญพืชหยาบ
แม้พื้นที่เพาะปลูกโดยรวมลดลงไม่มาก แต่ความกังวลกำลังอยู่ที่ผลผลิตของ ข้าว ถั่ว tur ถั่วเหลือง และข้าวโพด เนื่องจากพืชหลายชนิดกำลังเข้าสู่ระยะออกดอก ขณะที่บางพื้นที่เผชิญฝนขาด
Maharashtra ประกาศภัยแล้ง 265 พื้นที่
Maharashtra ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่ว tur และถั่วเหลืองสำคัญ มีฝนต่ำกว่าปกติประมาณ 18%
รัฐบาลรัฐประกาศภัยแล้งแล้ว 265 จาก 358 taluks หรือประมาณ 74% ของรัฐ
Dattatray Bharne รัฐมนตรีเกษตรของรัฐ Maharashtra ให้ข้อมูลกับ The Financial Express ว่า เกษตรกรในพื้นที่กำลังเผชิญความเสียหายในพืชหลายชนิด ได้แก่ ถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด jowar, bajra, ข้าว, tur, moong และ urad พร้อมสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเริ่มสำรวจความเสียหายในแปลงที่ได้รับผลกระทบ
ด้าน Karnataka มีฝนขาดประมาณ 30% และรัฐบาลรัฐได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งสำหรับฤดู Kharif รวม 124 taluks
พื้นที่ทางใต้ของอินเดียยังมีแรงกดดันจากทั้งฝนที่ต่ำกว่าปกติและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจกระทบข้าวและถั่ว tur
ยังไม่ใช่ตัวเลขยืนยันว่า “ผลผลิตอินเดียลด 12%”
จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ฝนขาดประมาณ 12% ไม่ได้หมายความว่าผลผลิตสินค้าเกษตรของอินเดียจะลดลง 12%
Crisil Intelligence ประเมินว่าพื้นที่ปลูก Kharif อาจลดลงจากปีก่อนเพียงประมาณ 0–1% ขณะที่ข้อมูลกระทรวงเกษตรระบุพื้นที่ปลูกลดลง 1.2%
ส่วนกระทรวงเกษตรอินเดียยังอยู่ระหว่างประเมินแนวโน้มผลผลิต
ดังนั้น สถานะในขณะนี้คือ มีความเสี่ยงต่อผลผลิต จากฝนที่ขาดและกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ แต่ยังไม่มีตัวเลขสุดท้ายว่าข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือพืชอื่นจะลดลงกี่ตัน
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเกษตรกรไทย?
อินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ค้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงของผลผลิตจึงอาจส่งผ่านไปยังตลาดสินค้าเกษตรระหว่างประเทศได้ แต่กลไกของสินค้าแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน
หากผลผลิตข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือพืชน้ำมันลดลงจริง อาจเปลี่ยนความต้องการนำเข้า ปริมาณส่งออก หรือสมดุลอุปสงค์–อุปทานในตลาดที่เกี่ยวข้อง
แต่ ยังไม่ควรตีความว่าอินเดียฝนขาดแล้วราคาข้าว ข้าวโพด หรือสินค้าเกษตรหน้าไร่ของไทยจะเพิ่มขึ้นทันที
ผลต่อไทยยังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตจริงหลังเก็บเกี่ยว สต๊อก นโยบายส่งออกและนำเข้าของอินเดีย ราคาตลาดโลก ต้นทุนอาหารสัตว์ รวมถึงสถานการณ์ผลผลิตของประเทศคู่แข่งอื่น
สำหรับเกษตรกรไทย ตัวเลขที่ควรจับตาต่อจึงไม่ใช่เพียง “ฝนอินเดียขาด 12%” แต่คือ ตัวเลขประมาณการและผลผลิตจริงของอินเดียหลังฤดู Kharif
ถ้าผลผลิตสำคัญลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนั้นจึงค่อยประเมินต่อได้ว่าตลาดใดอาจเปิดโอกาส หรือสินค้าไทยชนิดใดอาจได้รับแรงหนุน
ที่มา : The Financial Express
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


