แชร์

น้ำเจ้าพระยายังต้องจับตา! “สุริยะ” เปิด 4 แนวรับมือ—ทุ่งรับน้ำ 11 ทุ่งเกี่ยวข้าวแล้วกว่า 90% เร่งระบายออกอ่าวไทย

อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ย. 2026
33 ผู้เข้าชม

“สุริยะ” เปิดแผนบริหารน้ำเชิงรุก รับมืออุทกภัยภายใต้แนวคิด “ต้นกัก–กลางหน่วง–ปลายระบาย” เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ทุ่งรับน้ำลุ่มต่ำ 11 ทุ่งเก็บเกี่ยวข้าวแล้วกว่า 90% กรมชลประทานวางกรอบระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที พร้อมเร่งระบายน้ำตอนล่างผ่านคลองลัดโพธิ์ออกสู่อ่าวไทย

“สุริยะ” เปิดวอร์รูมติดตามน้ำ 26 กันยายน

วันที่ 26 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ Smart Water Operation Center (SWOC) กรมชลประทาน

มี นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสุริยะมอบแนวทางให้กรมชลประทานเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ยุทธศาสตร์

“ต้นกัก – กลางหน่วง – ปลายระบาย”

เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัย การเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และการลดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่เกษตรกรรม

4 เขื่อนหลักมีน้ำประมาณ 70%

กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ขณะนี้ 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณน้ำกักเก็บประมาณ 70%

แนวทางคือพยายามหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ตอนบนให้ได้มากที่สุด ก่อนบริหารมวลน้ำผ่านพื้นที่ตอนกลางและตอนล่าง

ส่วนพื้นที่ ทุ่งรับน้ำลุ่มต่ำ 11 ทุ่ง กระทรวงระบุว่าเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วกว่า 90% ทำให้พื้นที่สามารถมีบทบาทในการช่วยชะลอมวลน้ำ โดยลดความเสี่ยงต่อผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเก็บเกี่ยวกว่า 90% ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่เกษตรทั้งหมดใน 11 ทุ่งไม่มีผลผลิตเหลืออยู่ จึงยังต้องมีการแจ้งเตือนและบริหารน้ำตามสถานการณ์

เขื่อนเจ้าพระยาวางกรอบไม่เกิน 2,000 คิว/วินาที

สำหรับพื้นที่ตอนกลางและตอนล่าง กรมชลประทานทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำท้าย เขื่อนเจ้าพระยา โดยวางกรอบไว้ ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนไม่ให้เกิน 17.5 เมตร รทก. เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนเหนือเขื่อน และมีการแจ้งเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำล่วงหน้า

ตัวเลข 2,000 ลบ.ม./วินาทีเป็น กรอบการบริหารตามสถานการณ์ ณ วันที่ 26 กันยายน ไม่ใช่อัตราระบายที่คงที่ตลอดเวลา

กรมชลประทานสามารถปรับการระบายตามปริมาณน้ำเหนือ ฝน และสถานการณ์ท้ายเขื่อน จึงต้องตรวจประกาศล่าสุดทุกครั้งก่อนนำตัวเลขไปใช้อ้างอิง

เครื่องสูบน้ำกว่า 500 เครื่องรับมือน้ำขัง

อีกปัญหาที่กระทรวงฯ ระบุคือ ฝนตกสะสมในพื้นที่ท้ายเขื่อน หรือ Side Flow ซึ่งเป็นน้ำที่เกิดจากฝนในพื้นที่ด้านล่าง ไม่ได้มาจากการระบายเขื่อนเพียงอย่างเดียว

กรมชลประทานจึงระดมติดตั้ง เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่มากกว่า 500 เครื่องทั่วประเทศ เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำขัง

ข้อมูลนี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ เพราะน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนไม่สามารถอธิบายจากอัตราการระบายเขื่อนเจ้าพระยาเพียงตัวเลขเดียวได้

คลองลัดโพธิ์เร่งน้ำลงอ่าวไทย

ภายหลังการประชุม นายสุริยะและคณะเดินทางไปยัง ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย

กรมชลประทานเร่งเดินเครื่องสูบน้ำบริเวณสถานีชายทะเลและเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เต็มศักยภาพ โดยอาศัยจังหวะน้ำทะเลลง

คลองลัดโพธิ์ช่วยย่นเส้นทางการไหลของน้ำจากประมาณ 18 กิโลเมตร เหลือ 600 เมตร และลดระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากประมาณ 5 ชั่วโมง เหลือ 10 นาที

“ไม่รุนแรงเท่าปี 54 หรือ 65” เป็นการประเมิน ณ เวลานั้น

นายสุริยะประเมินว่า ปริมาณการระบายน้ำปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตอุทกภัยปี 2554 หรือ 2565

ข้อความดังกล่าวควรอ่านในฐานะ การประเมินของรัฐมนตรี ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ใช่การรับประกันว่าสถานการณ์หลังจากนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง

ปริมาณฝน น้ำเหนือ และน้ำที่เกิดจากฝนในพื้นที่ตอนล่างยังเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามต่อ

คลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ยังอยู่ขั้น “เตรียมเสนอ ครม.”

สำหรับแผนระยะยาว นายสุริยะระบุว่า เตรียมผลักดัน โครงการคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำและช่วยตัดมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

แต่สถานะปัจจุบันคือ “เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี”

ยังไม่ใช่มติ ครม.อนุมัติโครงการ และยังไม่ควรเขียนว่าเริ่มก่อสร้างหรือได้รับงบประมาณแล้ว

เกษตรกรต้องจับตาอะไรต่อ?

สำหรับชาวนาและเกษตรกรลุ่มเจ้าพระยา ข้อมูลสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ อัตราระบายเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุด ระดับน้ำในพื้นที่ ประกาศแจ้งเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำ และสถานการณ์ฝนในพื้นที่ท้ายเขื่อน

โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำที่ยังมีผลผลิตเหลืออยู่ ต้องติดตามประกาศของกรมชลประทานและจังหวัดอย่างใกล้ชิด

สถานะ ณ วันที่ 26 กันยายนจึงสรุปได้ว่า รัฐกำลังใช้ทั้งการกัก หน่วง และเร่งระบาย เพื่อบริหารมวลน้ำ พร้อมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง แต่สถานการณ์และอัตราการระบายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามปริมาณน้ำและฝน

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้